วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ความจริง หรือ ความเชื่อ
ความจริง หรือ ความเชื่อ
ความจริงที่ควรยอมรับในด้านความเชื่อที่มองไม่เห็นเพื่อสร้างที่พึ่งพัฒนาชีวิตของตนเองส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีการศึกษาระดับสูง มีวัยวุฒิ ฯ ยังไม่ยอมรับหลักและวิธีการในด้านการใช้ความพยายามเพื่อที่จะหลุดพ้นจากความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ติดหนึบอยู่มาตั้งแต่อดีต โดยใช้ความสบายใจ เป็นเหตุผลหลักในการเชื่อถือ
โดยถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งใช้หลักเวรกรรมเป็นตัวขาย ในการจัดตั้งองค์กรหาแนวร่วมในการสร้างศรัทธาแบบลวงๆหลวมๆเพื่อความอยู่รอดของตนเองและสำนัก และเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเฉพาะกลุ่ม เพราะว่าเลยเถิดไปถึงรายการทีวี สถานีวิทยุ สถานที่ต่างๆ มีวัด มีสำนักแก้กรรม มีกลุ่มร่างทรง ฯลฯ
ดังนั้น ปัญหาสำคัญคือ "ประชาชนทุกชนชั้น" ส่วนใหญ่
ยังไม่ Get ระหว่างคำว่า "ความเชื่อ" กับ "ความจริง"
โดยไม่ได้ยึดหลักจริยธรรมพื้นฐานภายใต้สังคม ปชต.ยุคใหม่
แต่ยึดเอาหลักศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งๆตั้งขึ้นมา
เพื่อเป็นที่พึ่งในการดำรงชีวิตแทน
และที่เคยกล่าวหาว่า "อินเดียหลากศาสนาวัฒนธรรม"
เห็นว่าสังคมเช่นนั้นจะมาอยู่ที่ไทยซะแล้ว
เช่น เทพเจ้าต่างๆนา เจ้าแม่ เจ้าพ่อ ต้นกล้วย ต้นไม้
แม้กระทั่งตุ๊กตา แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์
แม้กระทั่งสบู่ เครื่องของสิ่งใช้งานต่างๆ
ถูกเอามาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อเเบบไร้เหตุและผล
และอ้างว่าไม่สามารถให้เหตุผลได้เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่มองไม่เห็น
ไทยเป็นเมืองพุทธ สมควรยกให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ถ้านับสถานการณ์ที่สังคมไทยยังเป็นอยู่แบบนี้
การเรียกร้องจึงถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอายมาก
เพราะมีแค่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าถึง และเข้าใจ
ในคอนเซ็ปหลักการของพุทธศาสนาที่แท้ัจริง
เพราะส่วนใหญ่จากเหตุและผลที่เกิดขึ้นและวัดได้นั้น
สังคมไทยยังติดอยู่กับหลักความเชื่อที่หลากหลาย
เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขสบายทางลัด
เหล่าท่านผู้รู้ก็คงจะแย้ง แต่เมื่อลองศึกษาจากบริบทสังคมให้
แน่ชัดจริงๆก็เหมือนที่ผมเขียนไว้ข้างบนว่า
จริงๆแล้วไม่ต้องวัดจากอะไร วัดจากสื่อต่างๆ
ที่ประชาชนทั้งประเทศเสพสื่อ ก็ย่อมได้อิทธิพลความเชื่อ
จากสื่อเหล่านั้นจนเกิดเป็น "ค่านิยม"
หรืออาจพูดง่ายๆว่า "คนส่วนใหญ๋" ยังขาดการสร้างวิธีคิด
ที่อ้างอิงเหตุและผล มาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา
จริงๆไม่ต้องพูดถึงขึ้นศีลธรรมแบบพุทธศาสนา
ว่ากันเนื้อๆแค่ ศีลธรรมแบบประชาธิปไตย
ในยุคก่อนไม่ว่าจะเป็นยุค เพลโต โสเครตีสเอง
ก็ไม่เคยกล่าวไว้ถึงเรื่องความเชื่อ เพื่อความสุข
แต่ความสุขในความจริงๆแบบปรัชญาตะวันตก
ในการดำรงชีวิตเบื้องต้น คือการยอมรับ รักษา
น้ำใจ ความคิดเห็นของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
25/10/58
22.46
วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558
เริ่มจะรู้สึก ขยะแขยงกับคำว่า "เสรีภาพ"
เริ่มจะรู้สึก ขยะแขยงกับคำว่า "เสรีภาพ" ที่ถูกนำไปอ้างกันดะดาด
จนรู้สึกว่าทุกวันนี้ เสรีภาพ ไม่มีความขลังเอาซะเลย ก็เล่นเอาคำว่า "เสรีภาพ" ไปทำมาหากินในสังคมตนเองอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อเป็นข้ออ้างในการออกข้อคิดเห็น ไประรานคนอื่นเขาโดยไม่ขออนุญาต #แบบมีมารยาท มันเป็นมุขประจำตัวในการใช้แย้งคนอื่นไปซะแล้ว ห่วงแต่เสรีภาพ อ้างแต่เสรีภาพ ห่วงชีวิตตัวเองด้วยนะครับ รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ โหยหาแต่เสรีภาพจนผมหงอกแล้วมั้ง หนิ.....
จนรู้สึกว่าทุกวันนี้ เสรีภาพ ไม่มีความขลังเอาซะเลย ก็เล่นเอาคำว่า "เสรีภาพ" ไปทำมาหากินในสังคมตนเองอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อเป็นข้ออ้างในการออกข้อคิดเห็น ไประรานคนอื่นเขาโดยไม่ขออนุญาต #แบบมีมารยาท มันเป็นมุขประจำตัวในการใช้แย้งคนอื่นไปซะแล้ว ห่วงแต่เสรีภาพ อ้างแต่เสรีภาพ ห่วงชีวิตตัวเองด้วยนะครับ รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ โหยหาแต่เสรีภาพจนผมหงอกแล้วมั้ง หนิ.....
เจริญพอล
สังคมนัก ..... ฯลฯ
หลังจากที่มีประเด็นในสังคมไทยมากมายที่เกี่ยวกับพระ ที่มีแต่คนอวดรู้ นักวิชาเกิน นักวิทยาศาสตร์ นักนินทาศาสตร์ นักตอแหลศาสตร์ นักเสรีภาพศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชนศาสตร์ ฯลฯ
เช้าวันพระนี้ก็ยังเห็นภาพประชาชนคนปกติทำบุญ ตักบาตร สัมผัสได้ถึงความสุขใจที่คนเหล่านั้นได้รับจากสิ่งที่เขา #เต็มใจทำ ไม่ต้องไปกังขาว่าพระรูปไหนดีเลว ต่างจากบางพวกที่มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ เป็นพวกนักวิเคราะห์นินทาศาสตร์ที่นับวันดูเหมือนเขาเหล่านั้นจะห่างออกจากสังคมส่วนรวมอย่างอัติโนมัติ
เช้าวันพระนี้ก็ยังเห็นภาพประชาชนคนปกติทำบุญ ตักบาตร สัมผัสได้ถึงความสุขใจที่คนเหล่านั้นได้รับจากสิ่งที่เขา #เต็มใจทำ ไม่ต้องไปกังขาว่าพระรูปไหนดีเลว ต่างจากบางพวกที่มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ เป็นพวกนักวิเคราะห์นินทาศาสตร์ที่นับวันดูเหมือนเขาเหล่านั้นจะห่างออกจากสังคมส่วนรวมอย่างอัติโนมัติ
นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?
นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?
- จุดที่ถูกมองว่าศาสนาพุทธไทยไม่ใช่ปัจจัยหลักทาง "ด้านศีลธรรมของสังคม"
- จุดที่ถูกมองว่าบทบาทของพระไทยเหลือแค่การผลิตบริการความรู้ของพระพุทธศาสนาสำหรับคนที่สนใจ
- จุดที่ถูกมองว่า พระส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ตามข้อที่สอง พระส่วนใหญ่ก็ทำพิธีกรรมหาเงิน
- จุดที่ถูกมองว่าไม่สามารถเรียกพระว่าเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะคนทั่วไปทำมากกว่า
- จุดที่ถูกมองว่าศาสนาพุทธไทยไม่ใช่ปัจจัยหลักทาง "ด้านศีลธรรมของสังคม"
- จุดที่ถูกมองว่าบทบาทของพระไทยเหลือแค่การผลิตบริการความรู้ของพระพุทธศาสนาสำหรับคนที่สนใจ
- จุดที่ถูกมองว่า พระส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ตามข้อที่สอง พระส่วนใหญ่ก็ทำพิธีกรรมหาเงิน
- จุดที่ถูกมองว่าไม่สามารถเรียกพระว่าเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะคนทั่วไปทำมากกว่า
คงเป็นเพราะท่านกดดันและคิดมากจากการที่ต้องโดนคนอื่นเขาแย้งจนหัวหงอกหรือเปล่า
จึงได้เป็นกบในกะลา ไม่ลืมตาดูโลก ออกจากบ้านมาส่องโลกบ้างก็ดีนะนักวิชาเกินทั้งหลาย มัวส่องเเต่เฟส แล้วตีความแบบกำปั้นทุบดิน ก็พร่ำไปกะว่าได้ว่าก็เอา
จึงได้เป็นกบในกะลา ไม่ลืมตาดูโลก ออกจากบ้านมาส่องโลกบ้างก็ดีนะนักวิชาเกินทั้งหลาย มัวส่องเเต่เฟส แล้วตีความแบบกำปั้นทุบดิน ก็พร่ำไปกะว่าได้ว่าก็เอา
ขำขัน อย่างสุดขีด....
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558
การสอนพุทธศาสนาแบบ "พระไทย"
บางทีก็ตลกนะครับ แค่ผมโพสต์แค่ ๓ บรรทัด
ก็มีชาวพุทธ พวกชนิด "ศรัทธาธิปไตย"
ออกมาดิ้นร้อนรน ระงมระงาย
การปรับโครงสร้างรากฐานของสอน
พระพุทธศาสนาแบบ "พระไทย" บางจำพวก
เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในตอนนี้
แม้กระทั่งการศึกษาในระบบการศึกษาของคณะสงฆ์เอง
ก็ยังคงใช้ระบบท่องจำเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีที่ล้าหลังไม่ทันสมัย
เข้ากับรัฐประชาธิไตยยุคใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อสามารถสำเร็จการศึกษาในระดับสูงสุดของการศึกษาคณะสงฆ์แล้ว ระบบการศึกษาแบบท่องจำนั้น ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นสมองให้มีสมรรถภาพในการคิดวิเคราะห์ แยกเเยะ ตีความ
และที่น่าสังเวชไปกว่านั้น ยังมีการสืบทอดวิธีการสอนแบบนี้รุ่นต่อรุ่นสืบต่อกันมา เขาเรียกวิธีการสอนแบบนี้ว่า
"สอนไม่ให้คิด ผิดชั่งมัน" จำไปก่อน ถ้าสอบผ่านสังคมจะยอมรับเองในบริบทของคนทั่วไป
ดังนั้น "พระไทย" บางหมู่เหล่าก็ซึมซับวัฒนธรรมการสอนแบบท่องจำมาโดยไม่ได้วิเคราะห์ถึงความเป็นมาเป็นไปของเนื้อหาอย่างชัดเจน และสามารถอ้างอิงถึงเหตุและผลในประเด็นต่างๆที่สมควรแก่ความเป็นไปได้ต่อความจริง
น่าละอายกว่านั้นคือ ยังนำวิธีแบบนี้มาถ่ายทอดให้แก่เยาวชนพุทธศาสนนิกชนคนไทย ทีเกิดภายใต้การพัฒนาของสังคม รัฐธาธิปไตยยุคใหม่ ที่มีสิทธิในการโต้แย้ง และคิดวิเคราะห์นำเสนออย่างเสรีภาพ การสอนแบบพระไทยบางจำพวก จึงเป็นปัญหาในการนำมาซึ่ง "ศรัทธาธิปไตย" แบบขาดปัญญาในการคิดวิเคราะห์ เชื่ออย่างเดียว และเมื่อมี ประเด็นต่างๆเกิดขึ้น
พวก "ศรัทธาธิปไตย" ก็จะออกมาแสดงถึงภูมิความรู้แบบท่องจำอย่างไม่ละอายใจ โดยไม่มีสมรรถภาพเพียงพอ ในการที่จะโต้แย้งในสังคมยุคใหม่ได้
จนพูดอะไรออกมาก็ขาดเนื้อหาสาระมีแต่สาเหลวล้วนๆ
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ภาพยนตร์ "อาบัติ" ควรฉายหรือไม่ ?
"อาบัติ" ควรฉายหรือไม่
และเมื่อเกิดการสะท้อนกลับของพระไทย โดยอ้างว่า สถาบันสงฆ์ มีระบบการปกครองที่ชัดเจน โดยยึดหลักพระธรรมวินัย จะผิดจะถูกระบบการปกครองจะถูกขับเคลื่อนตามโครงสร้างของตัวมันเอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำกล่าวหาว่า "นั่นแหละ คือเผด็จการเบ็ดเสร็จเห็นๆ" "อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ บริหารจัดการกันเอง"
นั่นแสดงว่า ท่านเหล่านั้นทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจคำว่า
การเลือกฉายหนัง "อาบัติ" ไม่ใช่การสะท้อนสังคม "พุทธศาสนาแบบพระ" และไม่ใช่ "หลักเสรีภาพทางศาสนาในกรอบของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่" แต่เป็นการใช้ "พระปุถุชน" (ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา) มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ แค่นี้ก็หมายถึง การละเมิดต่อสิทธิส่วนรวมไปแล้ว(ต้องแยกแยะว่าคำว่าละเมิด กับคำว่า หมิ่น ต่างกันอย่างไร
จนบางท่านบอกว่า "พระ หาว่า เขาหมิ่นศาสนา"
อันนั้นก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลของท่านเหล่านั้นไป
โดยอาจจะอ้างว่า ทำเพื่อสะท้อนปัญหา "พุทธศาสนาแบบพระ" ก็จริง แต่เนื้อหาเน้นๆก็เพื่อธุรกิจ รายได้ หรือมีไหม ที่จะทำเพื่อไม่หวังผลตอบแทน ในขณะที่ลงทุนไปขนาดนั้น
ไม่สามารถที่จะกล่าวหาได้ว่า "พุทธศาสนาแบบพระ" ไม่เข้าใจ "หลักเสรีภาพทางศาสนาในกรอบของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่"
เพราะมันคือเรื่องของสภาพแวดล้อม และความพร้อมของสังคม
ไทย ย้ำว่า "สังคมไทย" กฏคนหมู่มากเขาเดินมาได้แค่จุดนี้ด้วยมารยาท ด้วยความพยายามที่จะประสานทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
ลดความขัดแย้งต่อกันและกันให้น้อยที่สุดประคับประคองกัน
ถึงจะไม่สามารถไปถึงจุดที่คุณมุ่งหวังได้ เฉกเช่นสังคมตะวันตก สังคมในอุดมคติของท่าน ถ้าต้องการแบบนั้น ก็ควรย้ายประเทศ
(ถ้ามองในแง่ของศิลปะ ผู้เขียนคงไม่วิพากย์วิจารณ์อะไร แล้วแต่มุมมองในการมอง)
ว่าด้วยเรื่อง "อาบัติ" มันไม่ใช่ว่าอ้างเสรีภาพในสังคม ปชต.
อ้างว่าเป็นอำนาจเผด็จการนิยมเบ็ดเสร็จแบบเถรวาทไทย
แต่มันคือมารยาทในสังคมไทย ระบอบเสรีภาพเเบบตะวันตก
ที่มีสิทธิอย่างกว้างขวางที่กำลังพูดถึงกัน นั่นก็หมายความว่าเสรีภาพแบบตะวันตกที่พูดถึงกันนั้นมันหมายถึง การใช้เสรีภาพเเบบไม่มีขอบเขตหนะสิ
ต้องดูบริบทว่าคุณอยู่ในสังคมไหน วัฒนธรรมใด เชื้อชาติใด
การตีแผ่เรื่องราวสะท้อนสังคมแบบนั้น มันมีน้ำหนักแค่ไหน
เป้าหมายของการตีแผ่เพื่อ สะท้อนสังคม??? จริงๆ หรือเพื่อสิทธิเสรีภาพหลักในการหาเงิน
การใช้เสรีภาพแบบตะวันตก มีขอบเขตแค่ไหน เมื่อคิดจะนำมาใช้กับพุทธเถรวาทไทย ควรรักษาขอบเขตอย่างไร เพื่อความเหมาะสม ดูองค์ประกอบหลายๆอย่าง บางท่านหาว่าไม่ยอมรับความจริง
การยอมรับความจริง หรือการไม่ยอมรับความจริงมันเป็นเรื่องของพระที่อยู่ภายใต้กฏของพระธรรมวินัย มีกระบวนการบริหารจัดการตนเองอย่างชัดเจนภายใต้ "อำนาจพระธรรมวินัย" ไม่ใช่ "อำนาจเผด็จการแบบไทย ส.ใส่ เกือก" แล้วอ้าง เสรีภาพ
ว่าด้วยเรื่อง "อาบัติ" มันไม่ใช่ว่าอ้างเสรีภาพในสังคม ปชต.
อ้างว่าเป็นอำนาจเผด็จการนิยมเบ็ดเสร็จแบบเถรวาทไทย
แต่มันคือมารยาทในสังคมไทย ระบอบเสรีภาพเเบบตะวันตก
ที่มีสิทธิอย่างกว้างขวางที่กำลังพูดถึงกัน นั่นก็หมายความว่าเสรีภาพแบบตะวันตกที่พูดถึงกันนั้นมันหมายถึง การใช้เสรีภาพเเบบไม่มีขอบเขตหนะสิ
ต้องดูบริบทว่าคุณอยู่ในสังคมไหน วัฒนธรรมใด เชื้อชาติใด
การตีแผ่เรื่องราวสะท้อนสังคมแบบนั้น มันมีน้ำหนักแค่ไหน
เป้าหมายของการตีแผ่เพื่อ สะท้อนสังคม??? จริงๆ หรือเพื่อสิทธิเสรีภาพหลักในการหาเงิน
"มันไม่ใช่เผด็จการแบบเถรวาท แต่มันเป็นมารยาท"
การใช้เสรีภาพแบบตะวันตก มีขอบเขตแค่ไหน เมื่อคิดจะนำมาใช้กับพุทธเถรวาทไทย ควรรักษาขอบเขตอย่างไร เพื่อความเหมาะสม ดูองค์ประกอบหลายๆอย่าง บางท่านหาว่าไม่ยอมรับความจริง
การยอมรับความจริง หรือการไม่ยอมรับความจริงมันเป็นเรื่องของพระที่อยู่ภายใต้กฏของพระธรรมวินัย มีกระบวนการบริหารจัดการตนเองอย่างชัดเจนภายใต้ "อำนาจพระธรรมวินัย" ไม่ใช่ "อำนาจเผด็จการแบบไทย ส.ใส่ เกือก" แล้วอ้าง เสรีภาพ
ตกลงเป้าหมายของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยใหม่ มีความหวังอย่างไรต่อพุทธเถรวาทไทย "หวังพึ่งพา หรือหวังจับผิด"งั้นต้องจาก ระบอบเสรีภาพแบบประชาธิปไตย เป็น ระบอบเสรีภาพในการจับผิด
ผู้สร้างไม่ได้ละเมิดพระธรรมวินัย แต่ผู้สร้างละเมิดวิถีความเป็นอยู่ของพุทธเถรวาทไทยอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในภาพยนตร์ สร้างภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่สำหรับส่วนอื่นซึ่งเป็นส่วนที่มากกว่า โดยอ้างสิทธิเสรีภาพ ในการหารายได้
และเมื่อเกิดการสะท้อนกลับของพระไทย โดยอ้างว่า สถาบันสงฆ์ มีระบบการปกครองที่ชัดเจน โดยยึดหลักพระธรรมวินัย จะผิดจะถูกระบบการปกครองจะถูกขับเคลื่อนตามโครงสร้างของตัวมันเอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำกล่าวหาว่า "นั่นแหละ คือเผด็จการเบ็ดเสร็จเห็นๆ" "อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ บริหารจัดการกันเอง"
นั่นแสดงว่า ท่านเหล่านั้นทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจคำว่า
"เคารพ=มารยาท"
การเลือกฉายหนัง "อาบัติ" ไม่ใช่การสะท้อนสังคม "พุทธศาสนาแบบพระ" และไม่ใช่ "หลักเสรีภาพทางศาสนาในกรอบของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่" แต่เป็นการใช้ "พระปุถุชน" (ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา) มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ แค่นี้ก็หมายถึง การละเมิดต่อสิทธิส่วนรวมไปแล้ว(ต้องแยกแยะว่าคำว่าละเมิด กับคำว่า หมิ่น ต่างกันอย่างไร
จนบางท่านบอกว่า "พระ หาว่า เขาหมิ่นศาสนา"
อันนั้นก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลของท่านเหล่านั้นไป
โดยอาจจะอ้างว่า ทำเพื่อสะท้อนปัญหา "พุทธศาสนาแบบพระ" ก็จริง แต่เนื้อหาเน้นๆก็เพื่อธุรกิจ รายได้ หรือมีไหม ที่จะทำเพื่อไม่หวังผลตอบแทน ในขณะที่ลงทุนไปขนาดนั้น
ไม่สามารถที่จะกล่าวหาได้ว่า "พุทธศาสนาแบบพระ" ไม่เข้าใจ "หลักเสรีภาพทางศาสนาในกรอบของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่"
เพราะมันคือเรื่องของสภาพแวดล้อม และความพร้อมของสังคม
ไทย ย้ำว่า "สังคมไทย" กฏคนหมู่มากเขาเดินมาได้แค่จุดนี้ด้วยมารยาท ด้วยความพยายามที่จะประสานทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
ลดความขัดแย้งต่อกันและกันให้น้อยที่สุดประคับประคองกัน
ถึงจะไม่สามารถไปถึงจุดที่คุณมุ่งหวังได้ เฉกเช่นสังคมตะวันตก สังคมในอุดมคติของท่าน ถ้าต้องการแบบนั้น ก็ควรย้ายประเทศ
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ปฏิรูปการศึกษานำพาไทยสู่ความก้าวหน้าจริงหรือ?
> หาก รมว. เห็นชอบการปฏิรูประบบการศึกษา ก็ต้องถามว่ามีสถาบันตัวอย่างที่ทำแล้ว เห็นผลและนำเสนอผลตัวอย่างให้กับครูและนักเรียนผู้ปกครองได้รับทราบแล้วหรือยัง
หรือมีความพร้อมแค่ไหน. ด้านเศรษฐกิจพร้อมไหม
ด้านสังคมพร้อมไหม เด็กที่เลิกเรียนเร็วมีแนวโน้มว่าจะอยู่บ้านและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวได้ดียิ่งขึ้นจริงหรือไม่
อย่าลืมว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีฐานะ
ซึ่งคนมีฐานะส่วนใหญ่ก็เข้าสู่ระบบการศึกษาเอกชน
และผู้ปกครองทุกวันนี้ส่วนใหญ่ให้ความหวังลูกไว้กับโรงเรียนในการอบรมบ่มเพาะทั้งจริยธรรมและการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่เองนั้นยังตกอยู่ในสภาวะยากจนต้องใช้เเวลาส่วนใหญ่หาเงินเพื่อมา support กับลูกตนเองในการศึกษา
หรืออาจนำเสนอผ่านผลการวิจัยหรือผลจากการ
สอบถามคณะครูและนักเรียน,ผู้ปกครองทั้งประเทศและเอาผลมาวิเคราะห์ว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรจะลดเวลาเรียน และประเทศไทยขณะนี้มีความพร้อมกี่เปอร์เซ็นที่จะเปลี่ยนในส่วนของการจัดสรรเวลาในการเรียนให้น้อยลง
ผมเห็นด้วยกับการจัดระบบรายวิชาใหม่ แต่ยังไม่เห็นเห็นด้วยต่อการจัดสรรเวลาที่ดูเหมือนจะสร้างความหนักใจให้กับองค์การแก้ไขปัญหาสังคม นักเรียนที่เลิกเรียนเร็ว
ท่านมั่นใจได้แค่ไหนว่านักเรียนจะอยู่บ้านและช่วยงานบ้าน
อาจเป็นทั้งความดีใจและเสียใจของข้าราชการครูที่มีเวลาในการทำงานน้อยลงรับผิดชอบน้อยลงแต่คงไม่เป็นผลดีต่อสังคมในอนาคตแน่ เพราะต้องย้อนกลับไปถามอีกว่าประเทศไทยพร้อมแล้วหรือ
อีกย่างหากลดเวลาการเรียนก็คงต้องกลับไปลดเวลาการทำงานลูกจ้างทั่วไปด้วย
ถ้าหวังผลการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวหนะ
ผมเองคลุกคลีกับการสอนนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้นและตอนปลายอยู่ประจำ. แต่คำถามที่สงสัยมาตลอดคือ
นักเรียน ป.3,4,5,6 อ่านหนังสือไม่ออกโดยส่วนใหญ่หมายความว่าไง.
เอาง่ายๆสดๆเลยเพิ่งไปสอนมาเมื่อกี้ให้สอบการอ่านเด็ก ป.3 57 คน 42 คนไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องดนตรีประเภทเป่ามีอะไรบ้างแค่ให้ยกตัวอย่าง นักเรียนก็ตอบว่ากลองคือเครื่องดนตรีประเภทเป่า
และอีกหลายๆเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นวิชาสีลธรรมหรือวิชาใดๆก็ไม่สามารถตอบคำถามเบื้องต้นได้ โดยส่วนใหญ่
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
ประเด็นคุณเต๊ะ ออกมาวิพากย์คุณตัน อิชิตัน
ประเด็นคุณเต๊ะ ออกมาวิพากย์คุณตัน อิชิตัน
สังคมต้องรู้จักแยกแยะคำว่า "บริจาค กับ การตลาด"
อย่าไปเหมารวมว่า ควรจะเอาเงินไปซื้อรถพยาบาลหรืออะไร
ที่เป็นการกุศล หรือสาธารณะประโยชน์ ต้องแยกแยะครับ
คนลงทุนเขาต้องการกำไร และการได้มาซึ่งกำไรและความนิยมชมชอบ บริษัทหลายๆบริษัทจึงมีแนวทาง เทคนิคต่างๆให้ได้มาซึ่งผลกำไรนั้น ด้วยกระบวนการวิธีการต่างๆ โดยที่สำคัญ อาจใช้พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไร
นี่คือการตลาด ผมย้ำว่า อย่าไปตอกย้ำ ว่าทำไมไม่เอาเงินทั้งหลาย รถทั้งหลายไปกระจายสู่สังคมที่ยากลำบาก ซึ่งถ้าทำแบบนั้นแล้ว บริษัทอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารเค้าก็ต้องการความอยู่รอด เหมือนทุกๆบริษัท เราผู้เสพข่าวต้องเข้าใจบริบทด้วย อย่าสักแต่ว่าพ่นๆคำออกไป บางทีมันดูเหมือนคนอ่านแค่หัวข้อข่าว ไม่เปิดดูเนื้อหาแล้ววิเคราะห์ให้ดี
ผมเข้าใจว่าสังคมมันยากลำบากขาดเเคลน และมันจะมีสักกี่คนที่จะเสนอตัวออกมาช่วยประเทศชาติ พยุงประเทศชาติให้ดีขึ้นได้ทั่วถึง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย เพราะยุคนี้ต่างคนต่างแย่ ต่างพากันหาทางเอาตัวรอดไปวันๆ เราก็เอาตัวรอดด้วยกำลังกาย ด้วยวิชาความรู้
ส่วนฝ่ายบริหารเบื้องสูงเอย ฝ่ายบริหารกิจการภาครัฐบางหน่วยงานเอย เขาเหล่านี้ก็อยู่ได้เพราะภาษีประชาชน ซึ่งสวัสดิการครบ เงินเดือนคงที่ จะเอาอะไรอย่างเราๆที่คอยลุ้นว่าวันนี้จะหาอะไรกินได้ วันนี้จะหาเงินที่ไหนมาซื้อนมให้ลูก วันนี้ครอบครัวจะได้กินอะไร เพราะรายได้ไม่มี แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ ทำไมไม่ทำงาน?
ทำไมไม่ขยัน? ทำไมไม่ทุ่มเท? ถ้าคนเราทุ่มเทสักอย่างมันต้องมีต้องได้? เป็นคำตอบที่เชย และห่วยแตกที่สุด หลายๆฝ่ายที่ทำงานกับประชาชน เขาก็หากินกับประชาชนแหละ เพราะต่างคนต่างเอาตัวรอด เหมือนกับบริษัทที่ทำเหมือนจะแจกเพื่อประชาชน แต่จริงๆเขาก็หากินกับประชาชน ทำเพื่อคนๆหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกทั้งประเทศต้องเสียผลประโยชน์เพราะติดกับดักกลลวงโลก
สังคมจะดีมันต้องมีคนยอมเสียสละเพื่อแลกกับความสุขของประเทศชาติ เสียสละจริงๆ ไม่ใช่อ้างชื่อว่าเป็นเจ้าของโครงการนู่นนี่นั่น แต่บ้านหลังเท่าวัง
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
สังคมต้องรู้จักแยกแยะคำว่า "บริจาค กับ การตลาด"
อย่าไปเหมารวมว่า ควรจะเอาเงินไปซื้อรถพยาบาลหรืออะไร
ที่เป็นการกุศล หรือสาธารณะประโยชน์ ต้องแยกแยะครับ
คนลงทุนเขาต้องการกำไร และการได้มาซึ่งกำไรและความนิยมชมชอบ บริษัทหลายๆบริษัทจึงมีแนวทาง เทคนิคต่างๆให้ได้มาซึ่งผลกำไรนั้น ด้วยกระบวนการวิธีการต่างๆ โดยที่สำคัญ อาจใช้พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไร
นี่คือการตลาด ผมย้ำว่า อย่าไปตอกย้ำ ว่าทำไมไม่เอาเงินทั้งหลาย รถทั้งหลายไปกระจายสู่สังคมที่ยากลำบาก ซึ่งถ้าทำแบบนั้นแล้ว บริษัทอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารเค้าก็ต้องการความอยู่รอด เหมือนทุกๆบริษัท เราผู้เสพข่าวต้องเข้าใจบริบทด้วย อย่าสักแต่ว่าพ่นๆคำออกไป บางทีมันดูเหมือนคนอ่านแค่หัวข้อข่าว ไม่เปิดดูเนื้อหาแล้ววิเคราะห์ให้ดี
ผมเข้าใจว่าสังคมมันยากลำบากขาดเเคลน และมันจะมีสักกี่คนที่จะเสนอตัวออกมาช่วยประเทศชาติ พยุงประเทศชาติให้ดีขึ้นได้ทั่วถึง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย เพราะยุคนี้ต่างคนต่างแย่ ต่างพากันหาทางเอาตัวรอดไปวันๆ เราก็เอาตัวรอดด้วยกำลังกาย ด้วยวิชาความรู้
ส่วนฝ่ายบริหารเบื้องสูงเอย ฝ่ายบริหารกิจการภาครัฐบางหน่วยงานเอย เขาเหล่านี้ก็อยู่ได้เพราะภาษีประชาชน ซึ่งสวัสดิการครบ เงินเดือนคงที่ จะเอาอะไรอย่างเราๆที่คอยลุ้นว่าวันนี้จะหาอะไรกินได้ วันนี้จะหาเงินที่ไหนมาซื้อนมให้ลูก วันนี้ครอบครัวจะได้กินอะไร เพราะรายได้ไม่มี แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ ทำไมไม่ทำงาน?
ทำไมไม่ขยัน? ทำไมไม่ทุ่มเท? ถ้าคนเราทุ่มเทสักอย่างมันต้องมีต้องได้? เป็นคำตอบที่เชย และห่วยแตกที่สุด หลายๆฝ่ายที่ทำงานกับประชาชน เขาก็หากินกับประชาชนแหละ เพราะต่างคนต่างเอาตัวรอด เหมือนกับบริษัทที่ทำเหมือนจะแจกเพื่อประชาชน แต่จริงๆเขาก็หากินกับประชาชน ทำเพื่อคนๆหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกทั้งประเทศต้องเสียผลประโยชน์เพราะติดกับดักกลลวงโลก
สังคมจะดีมันต้องมีคนยอมเสียสละเพื่อแลกกับความสุขของประเทศชาติ เสียสละจริงๆ ไม่ใช่อ้างชื่อว่าเป็นเจ้าของโครงการนู่นนี่นั่น แต่บ้านหลังเท่าวัง
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


