วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อีกมุมหนึ่ง : ประเด็นพระสงฆ์ไทยโพสต์ภาพ "ข่าวดัง"

อีกแง่มุมหนึ่ง ในประเด็นใต้โพสต์ที่พระสงฆ์ไทยเราเองได้ออกมาแสดงท่าทีความไม่พอใจอย่างแค้นคับ เหมือนมันจุกอกเหมือนโดนหอกทิ่มแทงกลางหลัง ผมมองว่าพระไทยเองก็ต้องโยนคำถามกลับมาหาตัวเองด้วย
ว่าจุดยืนที่แท้จริงของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้
ในคราวปรินิพพานว่า "โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต
ปญฺญตฺโต โส โว มมจุจเยน สตฺถา"
เรามีธรรมเป็นอุดมการณ์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน หรือสิ่งใด ‪#‎แม้แต่พระพุทธเจ้า‬
การเรียกร้องความเหมาะสมแก่ตำแหน่งฐานันดร ทางโลกๆเขายัง
ไม่ทำกันเลยครับ แต่สังคมพระ ปัจจุบันนี้เราเริ่มที่จะลืมกำพืดของเราเสียแล้ว กำพืดของเราก็คือ พ่อของเราที่มีพร้อมทุกอย่างเป็นถึงมหาราชา หนีออกมาจากความวุ่นวาย ยศฐานันดรศักดิ์ สละทิ้งทุกอย่างเพื่อหนทางแห่งสันติภาพ...ในคราวที่โลกกำลังเดือนร้อนจากสงครามจากปัญหาต่างๆมากมาย แล้วหากสังคมโลกกำลังมองหาที่พึงที่พักพิงใจ คำถามคือ
ศาสนาพุทธให้อะไร สร้างภาพลักษณ์แห่งความเป็นที่พึ่งอะไรให้สังคมโลก
ผมว่ามันไม่ใช่ความกล้าหาญหรอกครับ มันเป็นการปลุกระดม อุปาทานหมู่
ให้พระไทย หรือชาวไทยพุทธเองลืมกำพืดตัวเอง ว่าเรามากจากอะไร
แล้ววันนี้เราจะเรียกร้องอะไร
ครั้งหนึ่งผมเคยเห็น องค์ทะไลลามะ ประมุขแห่งจิตวิญญานของชาวธิเบต มอบอ้อมกอดแห่งสันติภาพแก่ประชาชนสตรี ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็คงจะถูกจับสึกไปแล้วหละครับ มันสื่อให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้ความเสมอภาคนั้น
มันเป็นความจริงที่สังคมเขาเร่ิมที่จะเปิดตามองเห็นกันแล้ว
ระบบชนชั้นมันไม่ควรมีอีกต่อไป โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา
ที่ให้ความสำคัญและแสดงจุดยืนต่อความเสมอภาคอย่างชัดเจน
จนประชาชนในอินเดียหลายล้านคนตัองหันมาเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธ
เพราะเชื่อว่าศาสนาพุทธมีความเท่าเทียม.....และเป็นอิสระจากพระเจ้า
ผมก็ยังยืนยันจะถามซ้ำๆอยู่ดีว่า "เราต้องการอะไรจากสังคม"
มันรู้สึกผะอืดผะอมยังไงไม่รู้ครับที่ต้องพูดคำนี้เพราะความจริง
สังคมตั้งเป็นผู้ตั้งคำถามต่างหาก ว่า...."เขาจะได้อะไรจากเรา
เราให้อะไรแก่เขาบ้าง"
หากใครหลายๆท่านเข้าใจผิดผมก็ขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า
ศาสนาเป็นแค่องค์ประกอบของชีวิตนะครับ แต่ละศาสนามี
ลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้น สังคมจึงมีสิทธิที่จะเลือก และทำความเข้าใน
ใจบริบทของศาสนานั้นๆเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิต
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น......เพราะฉะนั้น คำจำกัดความก็คือ
"ศาสนาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต"
ดังนั้น "ผู้ที่ถือศาสนาเป็นทุกอย่างของชีวิต ก็ไม่ควรที่จะไปเรียกร้องอะไร
จากสังคม เพราะนั่นมันคือสิ่งที่เขาเป็นและอยู่โดยธรรมชาติ"
สังคมเป็นปัจจัยหลักในการหล่อเลี้ยงศาสนา เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่
เป็นเหมือนหัวใจที่จะชุบเลี้ยงศาสนาให้สามารถอยู่ต่อได้(หากสังคมเห็นว่าศาสนามีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต) เขาก็เต็มใจที่จะชุบเลี้ยง
ดังนั้น ๑.เราไม่ได้หากินเอง เขาหามาเลี้ยง
๒.ศาสนาพุทธมีจุดยืนที่ตายตัวคือ สติ ขันติ สันติ เมตตา กรุณา มุฑิตา บลาๆๆ
๓.ศาสนาเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์และสังคมเท่านั้น
๔.ศาสนาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เพราะทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะทำ ที่จะเป็น และที่จะอยู่ในสังคม ตามวิถีของเขา
๕.ผู้อยู่ในศาสนาจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว น้ำหยดเดียว
เพราะที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะสังคมอุ้มไว้
๖.ผู้อยู่ในศาสนาควรทำตนเองให้เป็นที่พึ่งเเก่สังคม
๗.และทำให้สังคมเห็นภาพลักษณ์และบริบทของศาสนาได้อย่างชัดเจน
ว่าเป็นดั่งที่ตำราเขียนไว้ ที่อาจารย์เล่ามาว่า "พุทธศาสนาคือที่พึ่งทางจิตวิญญาน" ไม่ใช่ศาสนาที่เรียกร้องความสุขสบายความพึงพอใจจากสังคม
๘.เมื่อเรารับข้าว รับน้ำจากสังคมแล้ว แล้วการไปต่อว่าหรือแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อสังคมเหมาะสมหรือไม่ (บางท่านอาจจะอ้างว่าบริจาคเป็นล้านๆสร้างนู่นนี่นั่น สร้างคน สอนหนังสือ ) ต้นทุนของท่านก็มาจากสังคมทั้งนั้นแหละ หรือท่านจะปฏิเสธ.....ว่าท่านหาต้นทุนทางทรัพย์สินและสิ่งของเหล่านั้นมาเองด้วยน้ำพักน้ำแรง......ไม่ใช่เพราะศรัทธาจากสังคม
โลกมันจะเป็นไปยังไงก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอย่างนี้
มันยิ่งเข้าทางของเรามิใช่หรือที่จะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า
"พระมหาเถระทั้งหมดทุกรูปนั้น คือสุดยอดของผู้นำที่ไม่ถือตน
และเหมาะสมแก่การนำมาเป็นโมเดลของพระสงฆ์ไทยทั่วทุกภูมิภาค"
ไม่ใช่การไปตำหนิสังคม บุคคล หรือหน่วยงานว่าไม่ให้เกียรติ
กระทำไม่เหมาะสม ......... เรียกร้องเอาอะไรหละครับ........
สันติภาพในศาสนาพุทธดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งให้สังคมไม่ได้แล้วสิครับ
แล้วอย่างนี้สังคมจะไปพึ่งใครหละครับ
แค่เรื่องเบสิคๆในหลักธรรมปฏิบัติด้านขันติธรรม ท่านยังสอบไม่ผ่าน
แล้วอย่างนี้......จะเอาอะไรจากสังคมอีกหละครับ.....
ก็ต้องย้ำบ่อยๆว่าศาสนาอยู่ได้เพราะสังคมหล่อหลอมด้านกายภาพ
และศาสนาจึงควรที่จะเป็นตัวหล่อหลอมขัดเกลาด้าน จิตวิญญานภาพ
กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่เรียกร้องจะเอาๆ
แม้ในคราวที่พระพุทธเจ้าถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากสังคม
พระพุทธองค์ก็ทรงตรัส แก่พระอานนท์ว่า
#อานนท์เราจะอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นเหมือนช้างศึกก้าวลงสู่สงครามต้องทนต่อลูกศรซึ่งมาจากทิศทั้ง๔เพราะคนในโลกนี้ส่วนมากเป็นคนชั่วคอยแส่หาแต่โทษของผู้อื่นเธอจงดูเถิดพระราชาทั้งหลายย่อมทรงราชพาหนะตัวที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ชุมนุมชนเป็นสัตว์ที่ออกชุมนุมชนได้
#อานนท์ในหมู่มนุษย์นี้ผู้ใดฝึกตนให้เป็นคนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดม้าอัสดรม้าสินธพพญาช้างตระกูลมหานาคที่ได้รับฝึกแล้วจัดเป็นสัตว์อาชาไนยสัตว์อาชาไนยเป็นสัตว์ที่ประเสริฐแต่คนที่ฝึกตนดีแล้วยังประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น"
#ดูก่อนอานนท์ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัวอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้ยังถือว่าธรรมดาๆแต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนเราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุดผู้มีความอดทนมีเมตตายอมเป็นผู้มีลาภมียศอยู่เป็นสุขเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเปิดประตูแห่งความสุขความสงบได้โดยง่ายสามารถขุดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้คุณธรรมทั้งมวลมีศีลสมาธิเป็นต้นยอมเจริญงอกงามแก่ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น”
หลับตาสักห้านาที.......แล้วท่องในใจดังๆว่า
"สติ ขันติ สันติ เมตตา กรุณา มุฑิตา บลาๆๆ คือหลักการและวิญญานของเรา"
เฮ้อ....................ไทยแลนด์
เขียนโดย : เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พุทธชาตินิยม ในสังคมพุทธศาสนายุคใหม่

"พุทธชาตินิยม" เกิดขึ้นซื้อรอยอีกแล้วแล้ว ?

ผมเริ่มได้กลิ่นอายของวันวานดูเหมือนเปรียบประดุจว่ากลับ
มาทบทวนความทรงจำให้วงการศาสนาสะเทือนขวัญกันอีกครับ
โดยจากคำพูดในอดีตที่ว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป"
 ของท่านกิตติปัญญาคุณ หรือกิตติวุฑโฒ ในยุค 2519 ที่นำไปสู่การสังหารหมู่เกิดขึ้น

กระแสหลักที่สำคัญของชาวพุทธกลุ่มนี้เรียกว่า
"พุทธชาตินิยม" ปัจจุบันมีพระสงฆ์และชาวพุทธหลายรูปหลายส่วนที่จะออกมาแสดงท่าทีต่อการปกป้อง พระพุทธศาสนาด้วยการใช้วาทะกรรมการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังมุสลิม ผ่านทาง social media หรือมีลักษณะคล้ายๆการรบราฆ่าฟันกันแบบทฤษฎีกษัตริย์นิยม คือแสดงจุดยืนเพื่อรับมือกับปัญหาด้วยความรุนแรงโต้ตอบเพื่อนำไปสู่การต่อสู้ที่ไม่ใช่เพื่อจัดการความขัดแย้งที่แท้จริง แต่นำไปสู่การปะทะกันเพื่อความสะใจ ความแค้น

เหมือนแนวคิดท่านพระมหาอภิชาติ ที่ท่านออกมาแสดงจุดยืน
โต้ตอบต่อมุสลิมกลุ่มหัวรุนแรงที่นับวันดูเหมือนจะเป็นวีระธุเมืองไทยเกิดขึ้นมาอีก หรือเหมือนที่มีนักวิชาการพูดไว้ว่า เป็นโมเดลพระวีระธุ

ประเด็นสำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือมีเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์หรือแฟนเพจออกมาแสดงความคิดว่า "รู้ ตื่น เบิกบาน ถูกต้องแล้วค่ะ ต้องตื่นกันได้แล้ว" มันเป็นการตีความคำสอนผิดแบบเต็มๆ
นั่นหมายถึงเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ "พุทธชาตินิยม" แบบเต็มตัว

และนั่นหมายถึงสิ่งที่ทำมันขัดกับหลัก สันติธรรม ขันติธรรม ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติขั้น basic ที่ชาวพุทธโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระสงฆ์ควรจะสอบให้ผ่าน แต่ปรากฏว่า
เท่าที่เห็น เมื่อต่างคนต่างเห็นกระแสนี้ก็ยิ่งแชร์ ยิ่งเหิมเกริมกันเข้าไปใหญ่ ว่าอดทนไม่ไหวแล้ว ไม่รอให้ใครมาย่ำยี ประทุษร้ายแล้ว มันขัดแย้งกับหลักการของตัวเองชัดๆครับ

ดังนั้นนักสันติภาพที่แท้จริง ต้องพยายามจัดการความขัดแย้งด้วยหลักสันติธรรม ขันติธรรม สติธรรมเท่านั้นครับ นั่นหมายถึงการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการถูกหลัก ไม่ขัดแย้งตัวเอง

ซึ่งต่างจากประโยคที่เป็นประเด็นในสังคมทุกวันนี้ที่พระมหาอภิชาติใช้ปลุกกระแสใน social media ว่า
"ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องติดอาวุธให้กับชาวพุทธในภาคใต้"
"ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย ๑ รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป ๑ มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ..."
"สามัคคี คือ พลัง ชาวพุทธต้องรวมกันเป็นหนึ่ง ร่วมกันสนับสนุนให้บัญญัติศาสนพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยไว้ในรัฐธรรมนูญ"
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความจริง หรือ ความเชื่อ


ความจริง หรือ ความเชื่อ
ความจริงที่ควรยอมรับในด้านความเชื่อที่มองไม่เห็นเพื่อสร้างที่พึ่งพัฒนาชีวิตของตนเองส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีการศึกษาระดับสูง มีวัยวุฒิ ฯ ยังไม่ยอมรับหลักและวิธีการในด้านการใช้ความพยายามเพื่อที่จะหลุดพ้นจากความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ติดหนึบอยู่มาตั้งแต่อดีต โดยใช้ความสบายใจ เป็นเหตุผลหลักในการเชื่อถือ
โดยถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งใช้หลักเวรกรรมเป็นตัวขาย ในการจัดตั้งองค์กรหาแนวร่วมในการสร้างศรัทธาแบบลวงๆหลวมๆเพื่อความอยู่รอดของตนเองและสำนัก และเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเฉพาะกลุ่ม เพราะว่าเลยเถิดไปถึงรายการทีวี สถานีวิทยุ สถานที่ต่างๆ มีวัด มีสำนักแก้กรรม มีกลุ่มร่างทรง ฯลฯ


ดังนั้น ปัญหาสำคัญคือ "ประชาชนทุกชนชั้น" ส่วนใหญ่
ยังไม่ Get ระหว่างคำว่า "ความเชื่อ" กับ "ความจริง"
โดยไม่ได้ยึดหลักจริยธรรมพื้นฐานภายใต้สังคม ปชต.ยุคใหม่
แต่ยึดเอาหลักศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งๆตั้งขึ้นมา

เพื่อเป็นที่พึ่งในการดำรงชีวิตแทน

และที่เคยกล่าวหาว่า "อินเดียหลากศาสนาวัฒนธรรม"
เห็นว่าสังคมเช่นนั้นจะมาอยู่ที่ไทยซะแล้ว
เช่น เทพเจ้าต่างๆนา เจ้าแม่ เจ้าพ่อ ต้นกล้วย ต้นไม้
แม้กระทั่งตุ๊กตา แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์
แม้กระทั่งสบู่ เครื่องของสิ่งใช้งานต่างๆ
ถูกเอามาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อเเบบไร้เหตุและผล
และอ้างว่าไม่สามารถให้เหตุผลได้เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่มองไม่เห็น


ไทยเป็นเมืองพุทธ สมควรยกให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ถ้านับสถานการณ์ที่สังคมไทยยังเป็นอยู่แบบนี้
การเรียกร้องจึงถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอายมาก
เพราะมีแค่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าถึง และเข้าใจ
ในคอนเซ็ปหลักการของพุทธศาสนาที่แท้ัจริง

เพราะส่วนใหญ่จากเหตุและผลที่เกิดขึ้นและวัดได้นั้น
สังคมไทยยังติดอยู่กับหลักความเชื่อที่หลากหลาย
เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขสบายทางลัด
เหล่าท่านผู้รู้ก็คงจะแย้ง แต่เมื่อลองศึกษาจากบริบทสังคมให้
แน่ชัดจริงๆก็เหมือนที่ผมเขียนไว้ข้างบนว่า
จริงๆแล้วไม่ต้องวัดจากอะไร วัดจากสื่อต่างๆ
ที่ประชาชนทั้งประเทศเสพสื่อ ก็ย่อมได้อิทธิพลความเชื่อ
จากสื่อเหล่านั้นจนเกิดเป็น "ค่านิยม"

หรืออาจพูดง่ายๆว่า "คนส่วนใหญ๋" ยังขาดการสร้างวิธีคิด
ที่อ้างอิงเหตุและผล มาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา

จริงๆไม่ต้องพูดถึงขึ้นศีลธรรมแบบพุทธศาสนา
ว่ากันเนื้อๆแค่ ศีลธรรมแบบประชาธิปไตย
ในยุคก่อนไม่ว่าจะเป็นยุค เพลโต โสเครตีสเอง
ก็ไม่เคยกล่าวไว้ถึงเรื่องความเชื่อ เพื่อความสุข
แต่ความสุขในความจริงๆแบบปรัชญาตะวันตก
ในการดำรงชีวิตเบื้องต้น คือการยอมรับ รักษา
น้ำใจ ความคิดเห็นของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
25/10/58
22.46

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เริ่มจะรู้สึก ขยะแขยงกับคำว่า "เสรีภาพ"

เริ่มจะรู้สึก ขยะแขยงกับคำว่า "เสรีภาพ" ที่ถูกนำไปอ้างกันดะดาด
จนรู้สึกว่าทุกวันนี้ เสรีภาพ ไม่มีความขลังเอาซะเลย ก็เล่นเอาคำว่า "เสรีภาพ" ไปทำมาหากินในสังคมตนเองอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อเป็นข้ออ้างในการออกข้อคิดเห็น ไประรานคนอื่นเขาโดยไม่ขออนุญาต ‪#‎แบบมีมารยาท‬ มันเป็นมุขประจำตัวในการใช้แย้งคนอื่นไปซะแล้ว ห่วงแต่เสรีภาพ อ้างแต่เสรีภาพ ห่วงชีวิตตัวเองด้วยนะครับ รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ โหยหาแต่เสรีภาพจนผมหงอกแล้วมั้ง หนิ.....
เจริญพอล

สังคมนัก ..... ฯลฯ

หลังจากที่มีประเด็นในสังคมไทยมากมายที่เกี่ยวกับพระ ที่มีแต่คนอวดรู้ นักวิชาเกิน นักวิทยาศาสตร์ นักนินทาศาสตร์ นักตอแหลศาสตร์ นักเสรีภาพศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชนศาสตร์ ฯลฯ 
เช้าวันพระนี้ก็ยังเห็นภาพประชาชนคนปกติทำบุญ ตักบาตร สัมผัสได้ถึงความสุขใจที่คนเหล่านั้นได้รับจากสิ่งที่เขา ‪#‎เต็มใจทำ‬ ไม่ต้องไปกังขาว่าพระรูปไหนดีเลว ต่างจากบางพวกที่มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ เป็นพวกนักวิเคราะห์นินทาศาสตร์ที่นับวันดูเหมือนเขาเหล่านั้นจะห่างออกจากสังคมส่วนรวมอย่างอัติโนมัติ

นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?
- จุดที่ถูกมองว่าศาสนาพุทธไทยไม่ใช่ปัจจัยหลักทาง "ด้านศีลธรรมของสังคม"
- จุดที่ถูกมองว่าบทบาทของพระไทยเหลือแค่การผลิตบริการความรู้ของพระพุทธศาสนาสำหรับคนที่สนใจ
- จุดที่ถูกมองว่า พระส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ตามข้อที่สอง พระส่วนใหญ่ก็ทำพิธีกรรมหาเงิน
- จุดที่ถูกมองว่าไม่สามารถเรียกพระว่าเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะคนทั่วไปทำมากกว่า
คงเป็นเพราะท่านกดดันและคิดมากจากการที่ต้องโดนคนอื่นเขาแย้งจนหัวหงอกหรือเปล่า
จึงได้เป็นกบในกะลา ไม่ลืมตาดูโลก ออกจากบ้านมาส่องโลกบ้างก็ดีนะนักวิชาเกินทั้งหลาย มัวส่องเเต่เฟส แล้วตีความแบบกำปั้นทุบดิน ก็พร่ำไปกะว่าได้ว่าก็เอา
ขำขัน อย่างสุดขีด....

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การสอนพุทธศาสนาแบบ "พระไทย"



บางทีก็ตลกนะครับ แค่ผมโพสต์แค่ ๓ บรรทัด
ก็มีชาวพุทธ พวกชนิด "ศรัทธาธิปไตย"
ออกมาดิ้นร้อนรน ระงมระงาย
การปรับโครงสร้างรากฐานของสอน
พระพุทธศาสนาแบบ "พระไทย" บางจำพวก
เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในตอนนี้


แม้กระทั่งการศึกษาในระบบการศึกษาของคณะสงฆ์เอง
ก็ยังคงใช้ระบบท่องจำเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีที่ล้าหลังไม่ทันสมัย
เข้ากับรัฐประชาธิไตยยุคใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อสามารถสำเร็จการศึกษาในระดับสูงสุดของการศึกษาคณะสงฆ์แล้ว ระบบการศึกษาแบบท่องจำนั้น ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นสมองให้มีสมรรถภาพในการคิดวิเคราะห์ แยกเเยะ ตีความ

และที่น่าสังเวชไปกว่านั้น ยังมีการสืบทอดวิธีการสอนแบบนี้รุ่นต่อรุ่นสืบต่อกันมา เขาเรียกวิธีการสอนแบบนี้ว่า 
"สอนไม่ให้คิด ผิดชั่งมัน" จำไปก่อน ถ้าสอบผ่านสังคมจะยอมรับเองในบริบทของคนทั่วไป

ดังนั้น "พระไทย" บางหมู่เหล่าก็ซึมซับวัฒนธรรมการสอนแบบท่องจำมาโดยไม่ได้วิเคราะห์ถึงความเป็นมาเป็นไปของเนื้อหาอย่างชัดเจน และสามารถอ้างอิงถึงเหตุและผลในประเด็นต่างๆที่สมควรแก่ความเป็นไปได้ต่อความจริง

น่าละอายกว่านั้นคือ ยังนำวิธีแบบนี้มาถ่ายทอดให้แก่เยาวชนพุทธศาสนนิกชนคนไทย ทีเกิดภายใต้การพัฒนาของสังคม รัฐธาธิปไตยยุคใหม่ ที่มีสิทธิในการโต้แย้ง และคิดวิเคราะห์นำเสนออย่างเสรีภาพ การสอนแบบพระไทยบางจำพวก จึงเป็นปัญหาในการนำมาซึ่ง "ศรัทธาธิปไตย" แบบขาดปัญญาในการคิดวิเคราะห์ เชื่ออย่างเดียว และเมื่อมี ประเด็นต่างๆเกิดขึ้น

พวก "ศรัทธาธิปไตย" ก็จะออกมาแสดงถึงภูมิความรู้แบบท่องจำอย่างไม่ละอายใจ โดยไม่มีสมรรถภาพเพียงพอ ในการที่จะโต้แย้งในสังคมยุคใหม่ได้ 
จนพูดอะไรออกมาก็ขาดเนื้อหาสาระมีแต่สาเหลวล้วน

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ภาพยนตร์ "อาบัติ" ควรฉายหรือไม่ ?

"อาบัติ" ควรฉายหรือไม่ 
(ถ้ามองในแง่ของศิลปะ ผู้เขียนคงไม่วิพากย์วิจารณ์อะไร แล้วแต่มุมมองในการมอง)

ว่าด้วยเรื่อง "อาบัติ" มันไม่ใช่ว่าอ้างเสรีภาพในสังคม ปชต.
อ้างว่าเป็นอำนาจเผด็จการนิยมเบ็ดเสร็จแบบเถรวาทไทย
แต่มันคือมารยาทในสังคมไทย ระบอบเสรีภาพเเบบตะวันตก
ที่มีสิทธิอย่างกว้างขวางที่กำลังพูดถึงกัน นั่นก็หมายความว่าเสรีภาพแบบตะวันตกที่พูดถึงกันนั้นมันหมายถึง การใช้เสรีภาพเเบบไม่มีขอบเขตหนะสิ
ต้องดูบริบทว่าคุณอยู่ในสังคมไหน วัฒนธรรมใด เชื้อชาติใด
การตีแผ่เรื่องราวสะท้อนสังคมแบบนั้น มันมีน้ำหนักแค่ไหน
เป้าหมายของการตีแผ่เพื่อ สะท้อนสังคม??? จริงๆ หรือเพื่อสิทธิเสรีภาพหลักในการหาเงิน


"มันไม่ใช่เผด็จการแบบเถรวาท แต่มันเป็นมารยาท"


การใช้เสรีภาพแบบตะวันตก มีขอบเขตแค่ไหน เมื่อคิดจะนำมาใช้กับพุทธเถรวาทไทย ควรรักษาขอบเขตอย่างไร เพื่อความเหมาะสม ดูองค์ประกอบหลายๆอย่าง บางท่านหาว่าไม่ยอมรับความจริง
การยอมรับความจริง หรือการไม่ยอมรับความจริงมันเป็นเรื่องของพระที่อยู่ภายใต้กฏของพระธรรมวินัย มีกระบวนการบริหารจัดการตนเองอย่างชัดเจนภายใต้ "อำนาจพระธรรมวินัย" ไม่ใช่ "อำนาจเผด็จการแบบไทย ส.ใส่ เกือก" แล้วอ้าง เสรีภาพ
ตกลงเป้าหมายของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยใหม่ มีความหวังอย่างไรต่อพุทธเถรวาทไทย "หวังพึ่งพา หรือหวังจับผิด"งั้นต้องจาก ระบอบเสรีภาพแบบประชาธิปไตย เป็น ระบอบเสรีภาพในการจับผิด

กฏ ปชต. ก็บอกเป็นนัยไว้อย่างชัดเจนว่า มันคือการยอมรับและ "เคารพ" ในสิทธิของกันและกัน นิยามความเคารพนั้นก็เปรียบเสมือนมารยาทในสังคม เรื่องมารยาทไม่มีกฏเกณฑ์ เป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เพื่อสมานความเป็นเพื่อนมนุษย์ ถ้าไม่สามารถอยู่ด้วยกันด้วย การ "เคารพ=มารยาท" ก็อยู่ร่วมกันไม่ได้

ผู้สร้างไม่ได้ละเมิดพระธรรมวินัย แต่ผู้สร้างละเมิดวิถีความเป็นอยู่ของพุทธเถรวาทไทยอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในภาพยนตร์ สร้างภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่สำหรับส่วนอื่นซึ่งเป็นส่วนที่มากกว่า โดยอ้างสิทธิเสรีภาพ ในการหารายได้





และเมื่อเกิดการสะท้อนกลับของพระไทย โดยอ้างว่า สถาบันสงฆ์ มีระบบการปกครองที่ชัดเจน โดยยึดหลักพระธรรมวินัย จะผิดจะถูกระบบการปกครองจะถูกขับเคลื่อนตามโครงสร้างของตัวมันเอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำกล่าวหาว่า "นั่นแหละ คือเผด็จการเบ็ดเสร็จเห็นๆ" "อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ บริหารจัดการกันเอง"

นั่นแสดงว่า ท่านเหล่านั้นทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจคำว่า

"เคารพ=มารยาท"



การเลือกฉายหนัง "อาบัติ" ไม่ใช่การสะท้อนสังคม "พุทธศาสนาแบบพระ" และไม่ใช่ "หลักเสรีภาพทางศาสนาในกรอบของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่" แต่เป็นการใช้ "พระปุถุชน" (ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา) มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ แค่นี้ก็หมายถึง การละเมิดต่อสิทธิส่วนรวมไปแล้ว(ต้องแยกแยะว่าคำว่าละเมิด กับคำว่า หมิ่น ต่างกันอย่างไร
จนบางท่านบอกว่า "พระ หาว่า เขาหมิ่นศาสนา"
อันนั้นก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลของท่านเหล่านั้นไป


โดยอาจจะอ้างว่า ทำเพื่อสะท้อนปัญหา "พุทธศาสนาแบบพระ" ก็จริง แต่เนื้อหาเน้นๆก็เพื่อธุรกิจ รายได้ หรือมีไหม ที่จะทำเพื่อไม่หวังผลตอบแทน ในขณะที่ลงทุนไปขนาดนั้น

ไม่สามารถที่จะกล่าวหาได้ว่า "พุทธศาสนาแบบพระ" ไม่เข้าใจ "หลักเสรีภาพทางศาสนาในกรอบของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่"
เพราะมันคือเรื่องของสภาพแวดล้อม และความพร้อมของสังคม
ไทย ย้ำว่า "สังคมไทย" กฏคนหมู่มากเขาเดินมาได้แค่จุดนี้ด้วยมารยาท ด้วยความพยายามที่จะประสานทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
ลดความขัดแย้งต่อกันและกันให้น้อยที่สุดประคับประคองกัน
ถึงจะไม่สามารถไปถึงจุดที่คุณมุ่งหวังได้ เฉกเช่นสังคมตะวันตก สังคมในอุดมคติของท่าน ถ้าต้องการแบบนั้น ก็ควรย้ายประเทศ









วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปฏิรูปการศึกษานำพาไทยสู่ความก้าวหน้าจริงหรือ?



> หาก รมว. เห็นชอบการปฏิรูประบบการศึกษา ก็ต้องถามว่ามีสถาบันตัวอย่างที่ทำแล้ว เห็นผลและนำเสนอผลตัวอย่างให้กับครูและนักเรียนผู้ปกครองได้รับทราบแล้วหรือยัง

หรือมีความพร้อมแค่ไหน. ด้านเศรษฐกิจพร้อมไหม
ด้านสังคมพร้อมไหม เด็กที่เลิกเรียนเร็วมีแนวโน้มว่าจะอยู่บ้านและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวได้ดียิ่งขึ้นจริงหรือไม่



อย่าลืมว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีฐานะ
ซึ่งคนมีฐานะส่วนใหญ่ก็เข้าสู่ระบบการศึกษาเอกชน
และผู้ปกครองทุกวันนี้ส่วนใหญ่ให้ความหวังลูกไว้กับโรงเรียนในการอบรมบ่มเพาะทั้งจริยธรรมและการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่เองนั้นยังตกอยู่ในสภาวะยากจนต้องใช้เเวลาส่วนใหญ่หาเงินเพื่อมา support กับลูกตนเองในการศึกษา

หรืออาจนำเสนอผ่านผลการวิจัยหรือผลจากการ
สอบถามคณะครูและนักเรียน,ผู้ปกครองทั้งประเทศและเอาผลมาวิเคราะห์ว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรจะลดเวลาเรียน และประเทศไทยขณะนี้มีความพร้อมกี่เปอร์เซ็นที่จะเปลี่ยนในส่วนของการจัดสรรเวลาในการเรียนให้น้อยลง

ผมเห็นด้วยกับการจัดระบบรายวิชาใหม่ แต่ยังไม่เห็นเห็นด้วยต่อการจัดสรรเวลาที่ดูเหมือนจะสร้างความหนักใจให้กับองค์การแก้ไขปัญหาสังคม นักเรียนที่เลิกเรียนเร็ว
ท่านมั่นใจได้แค่ไหนว่านักเรียนจะอยู่บ้านและช่วยงานบ้าน

อาจเป็นทั้งความดีใจและเสียใจของข้าราชการครูที่มีเวลาในการทำงานน้อยลงรับผิดชอบน้อยลงแต่คงไม่เป็นผลดีต่อสังคมในอนาคตแน่ เพราะต้องย้อนกลับไปถามอีกว่าประเทศไทยพร้อมแล้วหรือ

อีกย่างหากลดเวลาการเรียนก็คงต้องกลับไปลดเวลาการทำงานลูกจ้างทั่วไปด้วย
ถ้าหวังผลการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวหนะ

ผมเองคลุกคลีกับการสอนนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้นและตอนปลายอยู่ประจำ. แต่คำถามที่สงสัยมาตลอดคือ
นักเรียน ป.3,4,5,6 อ่านหนังสือไม่ออกโดยส่วนใหญ่หมายความว่าไง.

เอาง่ายๆสดๆเลยเพิ่งไปสอนมาเมื่อกี้ให้สอบการอ่านเด็ก ป.3 57 คน 42 คนไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องดนตรีประเภทเป่ามีอะไรบ้างแค่ให้ยกตัวอย่าง นักเรียนก็ตอบว่ากลองคือเครื่องดนตรีประเภทเป่า

และอีกหลายๆเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นวิชาสีลธรรมหรือวิชาใดๆก็ไม่สามารถตอบคำถามเบื้องต้นได้ โดยส่วนใหญ่

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

ประเด็นคุณเต๊ะ ออกมาวิพากย์คุณตัน อิชิตัน

ประเด็นคุณเต๊ะ ออกมาวิพากย์คุณตัน อิชิตัน
สังคมต้องรู้จักแยกแยะคำว่า "บริจาค กับ การตลาด"
อย่าไปเหมารวมว่า ควรจะเอาเงินไปซื้อรถพยาบาลหรืออะไร
ที่เป็นการกุศล หรือสาธารณะประโยชน์ ต้องแยกแยะครับ


คนลงทุนเขาต้องการกำไร และการได้มาซึ่งกำไรและความนิยมชมชอบ บริษัทหลายๆบริษัทจึงมีแนวทาง เทคนิคต่างๆให้ได้มาซึ่งผลกำไรนั้น ด้วยกระบวนการวิธีการต่างๆ โดยที่สำคัญ อาจใช้พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไร

นี่คือการตลาด ผมย้ำว่า อย่าไปตอกย้ำ ว่าทำไมไม่เอาเงินทั้งหลาย รถทั้งหลายไปกระจายสู่สังคมที่ยากลำบาก ซึ่งถ้าทำแบบนั้นแล้ว บริษัทอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารเค้าก็ต้องการความอยู่รอด เหมือนทุกๆบริษัท เราผู้เสพข่าวต้องเข้าใจบริบทด้วย อย่าสักแต่ว่าพ่นๆคำออกไป บางทีมันดูเหมือนคนอ่านแค่หัวข้อข่าว ไม่เปิดดูเนื้อหาแล้ววิเคราะห์ให้ดี

ผมเข้าใจว่าสังคมมันยากลำบากขาดเเคลน และมันจะมีสักกี่คนที่จะเสนอตัวออกมาช่วยประเทศชาติ พยุงประเทศชาติให้ดีขึ้นได้ทั่วถึง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย เพราะยุคนี้ต่างคนต่างแย่ ต่างพากันหาทางเอาตัวรอดไปวันๆ เราก็เอาตัวรอดด้วยกำลังกาย ด้วยวิชาความรู้

ส่วนฝ่ายบริหารเบื้องสูงเอย ฝ่ายบริหารกิจการภาครัฐบางหน่วยงานเอย เขาเหล่านี้ก็อยู่ได้เพราะภาษีประชาชน ซึ่งสวัสดิการครบ เงินเดือนคงที่ จะเอาอะไรอย่างเราๆที่คอยลุ้นว่าวันนี้จะหาอะไรกินได้ วันนี้จะหาเงินที่ไหนมาซื้อนมให้ลูก วันนี้ครอบครัวจะได้กินอะไร เพราะรายได้ไม่มี แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ ทำไมไม่ทำงาน?
ทำไมไม่ขยัน? ทำไมไม่ทุ่มเท? ถ้าคนเราทุ่มเทสักอย่างมันต้องมีต้องได้? เป็นคำตอบที่เชย และห่วยแตกที่สุด หลายๆฝ่ายที่ทำงานกับประชาชน เขาก็หากินกับประชาชนแหละ เพราะต่างคนต่างเอาตัวรอด เหมือนกับบริษัทที่ทำเหมือนจะแจกเพื่อประชาชน แต่จริงๆเขาก็หากินกับประชาชน ทำเพื่อคนๆหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกทั้งประเทศต้องเสียผลประโยชน์เพราะติดกับดักกลลวงโลก

สังคมจะดีมันต้องมีคนยอมเสียสละเพื่อแลกกับความสุขของประเทศชาติ เสียสละจริงๆ ไม่ใช่อ้างชื่อว่าเป็นเจ้าของโครงการนู่นนี่นั่น แต่บ้านหลังเท่าวัง

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

นักร้องนำ น้องทรัพย์ ลูกศิษย์ในชมรมดนตรี

น้องทรัพย์ รพีพัฒน์ สินวัฒน์ ป.๒ ชมรมสอนดนตรีฟรีพัฒนาชีวีห่างไกลยาเสพติดและภัยสังคม นำโดยพระอาจารย์ที่เป็นผู้ดูและ และคุณแม่กับคุณพ่อของน้องที่เสียสละเวลามาช่วยสอนสอนตรีในชมรมทุกๆวันหลังเลิกเรียน น้องอยู่ที่โรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
เป็นนักร้องนำที่มากความสามารถ เล่นดนตรีก็ได้ ร้องเพลงก็เด่น ตลกก็ดี การแสดงก็แจ่ม วันนี้ น้องมานำเสนอบทเพลงเศร้าๆ เคล้าความเจ็บ จากพี่เป้ ภาณุชัย เชิญรับฟังได้เลยครับ 
เฟสบุ๊คน้องทรัพย์ https://www.facebook.com/profile.php…
เฟสบุ๊คพระอาจารย์ ผู้ก่อตั้งชมรมhttps://www.facebook.com/aekkarut333
เฟสบุ๊คพ่อน้องทรัพย์ https://www.facebook.com/noppon.sinvut

ผู้แสวงบุญ (คนทำฮัจย์) เหยียบกันตาย

ผู้แสวงบุญ (คนทำฮัจย์) เหยียบกันตาย
อุดมการณ์ แนวคิดในด้านศาสนวิทยาที่คอยผุดขึ้นมาหลอกหลอนมนุษย์
อยู่เสมอว่าศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทำดี และศาสนานำมาซึ่งสันติสุข
ซึ่งเมื่อลองศึกษาคำสอนของแต่ละศาสนาแล้ว ก็จะมีบางจุดที่ขัดแย้ง
กับความเชื่อและแนวทางของตนเองอยู่
เป็นความขัดแย้งในตัวของมันเอง ซึ่งก็อาจจะมีพวกสุดโต่งออกมาเถียงว่า
ไ่ม่จริง ศาสนาฉันสะอาดบริสุทธิ์ มีแต่เพียงคนเท่านั้นที่เอาศาสนามาเป็นเครื่องมือ
ในการมุ่งสู่เป้าหมายบางอย่างที่ไม่อาจรู้ได้
บางทีไม่ต้องไปพูดเรื่องที่มันยาก แค่อยู่เฉยๆและลองมองสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
หลายๆเหตุการณ์ ก็น่าจะพอเป็นบทเรียนที่ดีพอสมควรในการศึกษาเรื่อง
เป้าหมายของศาสนาที่แท้จริง
เพราะอย่าลืมว่าสงครามที่ร้ายแรง และยาวนาน ล้วนมีเหตุมาจากความขัดแย้ง
ในทางความเชื่อ(ศาสนา) เช่น สงคราวสงครามคูเสส เป็นต้น

บริจาค กับ การตลาด กรณี คุณเต๊ะ กับคุณ ตัน อิชิตัน



ประเด็นคุณเต๊ะ ออกมาวิพากย์คุณตัน อิชิตัน
สังคมต้องรู้จักแยกแยะคำว่า "บริจาค กับ การตลาด"
อย่าไปเหมารวมว่า ควรจะเอาเงินไปซื้อรถพยาบาลหรืออะไร
ที่เป็นการกุศล หรือสาธารณะประโยชน์ ต้องแยกแยะครับ


คนลงทุนเขาต้องการกำไร และการได้มาซึ่งกำไรและความนิยมชมชอบ บริษัทหลายๆบริษัทจึงมีแนวทาง เทคนิคต่างๆให้ได้มาซึ่งผลกำไรนั้น ด้วยกระบวนการวิธีการต่างๆ โดยที่สำคัญ อาจใช้พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไร

นี่คือการตลาด ผมย้ำว่า อย่าไปตอกย้ำ ว่าทำไมไม่เอาเงินทั้งหลาย รถทั้งหลายไปกระจายสู่สังคมที่ยากลำบาก ซึ่งถ้าทำแบบนั้นแล้ว บริษัทอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารเค้าก็ต้องการความอยู่รอด เหมือนทุกๆบริษัท เราผู้เสพข่าวต้องเข้าใจบริบทด้วย อย่าสักแต่ว่าพ่นๆคำออกไป บางทีมันดูเหมือนคนอ่านแค่หัวข้อข่าว ไม่เปิดดูเนื้อหาแล้ววิเคราะห์ให้ดี

ผมเข้าใจว่าสังคมมันยากลำบากขาดเเคลน และมันจะมีสักกี่คนที่จะเสนอตัวออกมาช่วยประเทศชาติ พยุงประเทศชาติให้ดีขึ้นได้ทั่วถึง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย เพราะยุคนี้ต่างคนต่างแย่ ต่างพากันหาทางเอาตัวรอดไปวันๆ เราก็เอาตัวรอดด้วยกำลังกาย ด้วยวิชาความรู้

ส่วนฝ่ายบริหารเบื้องสูงเอย ฝ่ายบริหารกิจการภาครัฐบางหน่วยงานเอย เขาเหล่านี้ก็อยู่ได้เพราะภาษีประชาชน ซึ่งสวัสดิการครบ เงินเดือนคงที่ จะเอาอะไรอย่างเราๆที่คอยลุ้นว่าวันนี้จะหาอะไรกินได้ วันนี้จะหาเงินที่ไหนมาซื้อนมให้ลูก วันนี้ครอบครัวจะได้กินอะไร เพราะรายได้ไม่มี แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ ทำไมไม่ทำงาน?
ทำไมไม่ขยัน? ทำไมไม่ทุ่มเท? ถ้าคนเราทุ่มเทสักอย่างมันต้องมีต้องได้? เป็นคำตอบที่เชย และห่วยแตกที่สุด หลายๆฝ่ายที่ทำงานกับประชาชน เขาก็หากินกับประชาชนแหละ เพราะต่างคนต่างเอาตัวรอด เหมือนกับบริษัทที่ทำเหมือนจะแจกเพื่อประชาชน แต่จริงๆเขาก็หากินกับประชาชน ทำเพื่อคนๆหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกทั้งประเทศต้องเสียผลประโยชน์เพราะติดกับดักกลลวงโลก

สังคมจะดีมันต้องมีคนยอมเสียสละเพื่อแลกกับความสุขของประเทศชาติ เสียสละจริงๆ ไม่ใช่อ้างชื่อว่าเป็นเจ้าของโครงการนู่นนี่นั่น แต่บ้านหลังเท่าวัง

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ทัศนะคติไทยต่อสายตาชาวโลก

ต้องถามว่าท่านที่แสดงทัศนะในเชิงตัดพ้อว่าหากแม้ทำตัวประหยัด. หรือหากแม้นทำชีวิตให้เห็นคุณค่าของปัจจัยรอบด้าน ก็ไม่ทำให้จำเลยในกระทู้ดังกล่าวมีชีวิตที่ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่ความผิดท่าน แต่เพียงทว่าในประเด็นนี้หรือประเด็นใดที่เสนอเรื่องราวความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ของเรา หลักจริยธรรมขั้นพื้นฐานในสังคมของมนุษย์ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงหน้าที่ ที่มนุษย์ด้วยกันจะต้องเเสดงออกถึงความรับผิดชอบโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ในประเด็นนี้ก็เป็นความรับผิดชอบมิใช่หรือ. ประเด็นเช่นนี้มุ่งถึงหน้าที่สองอย่าง 1.ตระหนักและเข้าถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์. แล้วสละความสุขของตนเองสักเล็กน้อยเพื่อสังคมรอบข้างให้มากขึ้น 2.ถ้าหากไม่คิดอยากจะสละความสุขส่วนตนเพราะคิดว่า เป็นของที่เราหามาบ้าง. เป็นสิทธิ์ของเราบ้าง ก็มุ่งที่จะสอนให้เราเองรู้จักใช้ของอย่างเห็นคุณค่า

การที่ท่านแสดงทัศนแบบนั้นแสดงถึงตัวตนของท่านเองว่าไม่มีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล มองโลกด้วยอคติ. ขาดความเมตตา กรุณาต่อเพื่อนร่วมโลก และแสดงออกถึงความใจแคบอย่างเห็นได้ชัด. เพราะจากบริบทของเรื่องแบบนี้ มันก็บอกถึงเรื่องราวและภาพลักษณ์ในตัวมันเรียบร้อยอยู่แล้ว นอกเสียจากว่าท่านจะใจแคบมากไปถึงมองประเด็นใดก็ดูเหมือนจะมีปัญหาไปหาหมด ซึ่งทั้งหมดที่ท่านได้กล่าวมาเป็นความขัดแย้กในหลักพรหมวิหาร และหลักธรรม/จริยธรรมอื่นๆอันเป็นคุณเครื่องพัฒนายกระดับจิตใจมนุษย์ให้เปิดกว้างยอมรับ เข้าถึง และหาทางช่วยเหลือแก้ไขทั้งทางตรงและทางอ้อม เน้นว่า #ทั้งทางตรงและทางอ้อม

สมาชิกชมรมสอนดนตรีฟรีพัฒนาชีวีห่างไกลยาเสพติด

สมาชิกชมรมสอนดนตรีฟรีพัฒนาชีวีห่างไกลยาเสพติด

ครูอาสา
1.นายนพพร.  สินวัฒน์
2.อาจารย์ทิต วรานุภาพกุล
3.อ.สุวัต
4.ครูหนู
5.ครูล่า
6.ครูหวี
Acoustic  Guitar  
1.ศิวกร สุดรอด ชื่อเล่น. น้องฟลุ๊ค อายุ 10 บ้านหนองงูเหลือม เบอร์ 098-9090-988
พ่อ/แม่ ค้าขาย

2.ปฐมพร เขาทอง ชื่อเล่น น้องปอนด์. อายุ 9 ถนนเกษตรสิน เบอร์.080-570-0853
น้าขายเครื่องดนตรี


Electric guitar
1.ธนกฤต ม่วงวัดท่า ชื่อเล่น ภูมิ อายุ 9 ปี. วัดห้วยจรเข้ เบอร์ 084-1227-083
แม่ค้าขาย

Drums
1.ศุภกร.อยู่เสือ. ชื่อเล่น พี. อายุ.9. ปี หลังราชินี เบอร์ 087-6626-144[แม่]
แม่ทำงานคลินิก/จัดยา/. พ่อทำงานโรงบาลห้องผ่าตัด

2.ปุณยทว์.ก้อนจันทร์เทศ. ชื่อเล่น เปรม อายุ 10 ปี เพชรเกษม 74 เบอร์ 086-1779-087
พ่อก่อสร้าง

3.บัณทัต บุญถนอม ชื่อเล่น โบ้ต อายุ 10 ปี บางแขม เบอร์ 083-8341-403(พ่อ)
พ่อทำงานบริษัท แม่เป็นครู

4.ชัยพัทธ์ สมสุข ชื่อเล่น ฟลุ๊ค อายุ 9 ปี ซอยไผ่เตย ใกล้บิ๊กซี เบอร์ 095-6830-417
แม่ทำขนม

Guitar. Bass 
1.ชนาธิป ปิ่นชำนาญกุล ชื่อเล่น พี อายุ 8 ปี ซอยลงธูป เบอร์ 095-794-8625

2.เนตรพยัฆค์. สุขโต ชื่อเล่น มอส อายุ 9 ปี ธรรมศาลา เบอร์. 085-3763-610(แม่)
แม่ทำงานที่มหิดล

Voice 
1.เด็กหญิงนิสา สีสด ชื่อเล่น เค้ก อายุ 8 ปี ตั้งเซียฮวด เบอร์. 086-7997-418
แม่ร้องเพลง

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

วิจารณ์ ทัศนะของคนไทยบางกลุ่มที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ในเว็บไซต์ spokdrak

> ต้องถามว่าท่านที่แสดงทัศนะในเชิงตัดพ้อว่าหากแม้ทำตัวประหยัด. หรือหากแม้นทำชีวิตให้เห็นคุณค่าของปัจจัยรอบด้าน ก็ไม่ทำให้จำเลยในกระทู้ดังกล่าวมีชีวิตที่ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่ความผิดท่าน แต่เพียงทว่าในประเด็นนี้หรือประเด็นใดที่เสนอเรื่องราวความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ของเรา หลักจริยธรรมขั้นพื้นฐานในสังคมของมนุษย์ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงหน้าที่ ที่มนุษย์ด้วยกันจะต้องเเสดงออกถึงความรับผิดชอบโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ในประเด็นนี้ก็เป็นความรับผิดชอบมิใช่หรือ. ประเด็นเช่นนี้มุ่งถึงหน้าที่สองอย่าง 
1.ตระหนักและเข้าถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์. แล้วสละความสุขของตนเองสักเล็กน้อยเพื่อสังคมรอบข้างให้มากขึ้น 
2.ถ้าหากไม่คิดอยากจะสละความสุขส่วนตนเพราะคิดว่า เป็นของที่เราหามาบ้าง. เป็นสิทธิ์ของเราบ้าง ก็มุ่งที่จะสอนให้เราเองรู้จักใช้ของอย่างเห็นคุณค่า
              การที่ท่านแสดงทัศนแบบนั้นแสดงถึงตัวตนของท่านเองว่าไม่มีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล มองโลกด้วยอคติ. ขาดความเมตตา กรุณาต่อเพื่อนร่วมโลก และแสดงออกถึงความใจแคบอย่างเห็นได้ชัด. เพราะจากบริบทของเรื่องแบบนี้ มันก็บอกถึงเรื่องราวและภาพลักษณ์ในตัวมันเรียบร้อยอยู่แล้ว นอกเสียจากว่าท่านจะใจแคบมากไปถึงมองประเด็นใดก็ดูเหมือนจะมีปัญหาไปหาหมด ซึ่งทั้งหมดที่ท่านได้กล่าวมาเป็นความขัดแย้กในหลักพรหมวิหาร และหลักธรรม/จริยธรรมอื่นๆอันเป็นคุณเครื่องพัฒนายกระดับจิตใจมนุษย์ให้เปิดกว้างยอมรับ เข้าถึง และหาทางช่วยเหลือแก้ไขทั้งทางตรงและทางอ้อม เน้นว่า ‪#‎ทั้งทางตรงและทางอ้อม‬

ทบทวนสังคมไทย

ประเทศไทย...และจิตใจมนุษย์ยุคปัจจุบันเข้าสู่สภาวะไหนครับ?
สภาวะที่ .......
- หลาน 8 ขวบ สงสารยายต้องชวนยายกินยาฆ่าตัวตาย
เพราะความจน
- คู่รักผูกคอตาย เพราะพ่อแม่กีดกันความรัก



 - แม่เลี้ยงฆ่าลูกสามีเพราะหาว่าแย่งความรัก
- เด็ก ป.5 ต้องโบกรถกลับบ้านตอนเที่ยงเพื่อมาดูแลแม่เป็นอัมพาต
- เด็ก อายุ 14 ต้องลาออกจากโรงเรียนไปช่วยพอทำงาน หาเงินเจือจุนครอบครัว
- ตำรวจยศใหญ่ ใช้อำนาจ เบ่ง กินข้าวร้านอาหารฟรี ทำร้ายร่างกายพนักงาน
- พ่อน้อยใจลูก คว้าปืนยิงตัวตาย
- แม่ทำคลิบร้องไห้ วอนลูกกลับมา ตัดพ้อแม่ทำอะไรผิดถึงทิ้งแม่
- คนร้ายฟังคำพิพากษาในศาล แต่หนีออกจากศาลได้
- น้อง ม.2 ถูก พี่ ม.3 จิกหัวตบ ล่าสุดสิ้นใจแล้ว
- สาวถูกอดีตแฟนใช้มีดแทงในห้างอาการสาหัส,ล่าสุดสิ้นใจแล้ว
- ตำรวจเครียดยิงตัวเอง พร้อมครอบครัว ตายยกครัว
- พบศพเด็กทารก ถูกทิ้งถังขยะกลางมหาลัยดัง
- นักศึกษาปาดคอแฟนเสียชีวิต โดดตึกตายตาม
- แม่ใช้มีดแทงลูก วัย 13 อ้างฆ่าปอบ
- หนุ่มถูกเมียทิ้งพาลูกไปโดดสะพานหวังฆ่าตัวตาย
- พบหนี้ตำรวจ 9000 ล้าน แต่ประชารากหญ้า ไม่มีตังแม้จะประทังชีวิตในแต่ละวัน


อีก ร้อยพันหมื่นปัญหา ช่วยบอกที สังคมมันเป็นอะไร บอกมาสิ สังคมมันเป็นอะไร ใครตอบได้

ไม่มี...ใช่ไหม ??????

 คนรวย,คนปานกลาง,ข้าราชการ,คนมีอำนาจ รวมถึงพระสงฆ์บางพวก ยังคงใช้เงินเหมือนเศษกระดาษ อยากกินอะไรได้กิน อยากได้อะไรได้เลยดังหวัง.....................
ข้างบ้านแม่ผม....อยู่กันหกเจ็ดชีวิต แม่ต้องเอาข้าวไปให้ทุกวัน เนื่องจากทำงานเป็นลูกจ้าง เงินไม่พอประทังครอบครัว บางวันไม่มีก็พร้อมใจกันอดมื้อกินมื้อ ค่าไฟไม่มีจ่าย ต้องโดนหน่วยงานตัด ค่าน้ำไม่มีจ่ายต้องโดนหน่วยงานตัด และอีกหลายๆคนที่เร่ร่อน ทั้งๆที่ยังเป็นคน มีสมองมีความคิด

พวกคุณห้ามอ้าปากพูดคำว่า...แล้วทำไมไม่ขยันทำมาหากิน...
ถ้าพวกคุณขืนพูดคำนี้ขึ้นมา จงส่องกระจกแล้ว ตะโกนด่าตัวเองดังๆว่า "ไอ้คนเห็นแก่ตัว" คุณไม่เคยเห็นปัญหา คุณไม่เคยซาบซึ้งในปัญหา ดราม่า มีแต่พวกนักวิชาการทั้งนั้นสังคมไทย มีข่าวอะไรก็แสดงความเป็นผู้รู้ไปหมด ไม่เคยมาลงมือช่วยเหลือสังคมอะไรกับเขา แสดงแค่ความคิดเห็นโง่ๆ เป็นแค่พวกนักเลงคีบอร์ด

แล้วคุณรู้มั้ย เพราะเค้าไม่มีช่องทาง เพราะโอกาสในสังคมเค้าไม่มี
พอเค้ามีโอกาส พวกคุณคนผู้มีอันจะกินก็คอยแต่กีดกันปิดกั้น
เพราะพวกคุณอยากมีเพื่อนที่มีฐานะ รวยๆ สังคมไหนที่มีคนที่พอหวังจะพึ่งได้พวกคุณก็วิ่งเข้าไปอยู่ด้วยกัน อยู่กันด้วยโลกมายา
ไม่อยู่กันด้วยสัจจธรรม ไม่เคยมองเห็นคนอย่างพวกเขา..


หากผมอธิฏฐานได้ ผมจะอธิฏฐานให้ โลกนี้มันแตกสลายไป จะได้ไม่มีใครมาเอาเปรียบใคร ตายทั้งคนรวยคนจนให้หมด
ให้ัมันรู้ไปว่า จะรวยจะจน มันก็ตายเหมือนกัน....

ช่วยเหลือกันที รักกันที ให้โอกาสแก่กันและกันทีเถิดเพื่อนมนุษย์
เสียงเพรียกจากมนุษย์ตัวน้อยๆคนหนึ่ง...หวังว่าพวกคุณคงได้ยิน
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
11/9/58
14.26.34

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้นจริงหรือ

* เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงหนึ่งในเนื้อหาที่อยู่ใน #คลิบวิดีโอด้านล่าง

ผมขออนุญาตพูดเรื่องสำคัญนิดหน่อย บทความด้านล่างเป็น
คำพูดของพระที่ย้ายศาสนาไปเป็นอิสลามท่านหนึ่ง

"พ่อ กับแม่ ไม่ใช่ผู้ที่มีพระคุณกับเรา ครูอาจารย์ไม่ใช่ผู้มีพระคุณ
สวรรค์ต่างหากที่มีพระคุณที่สร้างเรามา..."


"พระศรีอริยเมตไตยมาแล้วนี่หว่าผมจึงตัดสินใจรับอิสลาม"

"เพราะพระศรีอริยเมตไตยนั่นแหละคือพระอัลเลาะห์.."

ท่านบอกว่า พระไตรปิฎกที่ประเทศอินเดียเขียนไว้ว่า

"เราหาใช่พุทธเจ้าองค์แรกที่ ‪#‎ถูกส่ง‬ มาไม่
แต่จะมีพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่ #ถูกส่ง มาหลังจากเรา
ท่านผู้นัน้จะเป็นผู้นำศาสนาอันสมบูรณ์
มาสู่มนุษย์ชาติ ท่านจะเกิดท่ามกลางทะเลทราย
จะมีอูฐเป็นยานพาหนะ ท่านจะกำพร้าพ่อแม่
ตั้งแต่เด็ก ขณะที่เราเผยแผ่ศาสนามีผู้รับ ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐
แต่ท่านผู้นั้นจะมีผู้ศรัทธาทั่วพิภพ"

ท่านย้ำคำว่า "ถูกส่ง" ........นั่นแสดงว่า ต้องเป็น อัลเลาะห์แน่นอน
ผมจึงย้ายศาสนาทันที

ท่านระบุว่ามาจากพระไตรปิฎก ทีฑนิกาย มหาวรรค
เล่มที่ ๑๐ มหาปรินิพพานสูตร

ในเนื้อหาด้านบนเป็นเพียงแค่ ๑ ในอีกพันๆคำพูดที่ท่านผู้นี้ได้บรรยายไว้ เนื่องในงานอะไรสักอย่างผมไม่ได้เช็ครายละเอียด
แต่ผมแค่จะนำเสนอประเด็นให้เราลองวิเคราะห์
กันเล่นดู อาจจะวิเคราะห์เข้ากับหลักความเป็นจริงทางพุทธศาสนา
หรือวิเคราะห์แบบเป็นกลาง

ที่กล่าวทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาดูถูก/หมิ่นศาสนาใด
ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญานในการอ่าน และคิด แยกเเยะ วิเคราะห์ด้วยเหตุและผล เพื่อความอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เนื้อหาทั้งหมดใต้โพสต์ ยืนยันว่าผมไม่ได้เขียนขึ้นเอง มีหลักฐานชัดเจน


เอกรัฐ เดิมทำรัมย์

นักวิชาการ หรือ นักวิชาเกิน



นักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะนักวิการศาสนา หรือสาขาใดๆก็แล้วแต่
คงไม่ต้องเอ๋ยชื่อนะครับ ผมก็เฝ้าสังเกตุว่า
บทความทัศนะวิจารณ์ที่ท่านได้โพสต์ลงบ่อยๆนั้นจะมีเนื้อหาสาระ
พอจับใจความที่จะนำมาประยุกต์ เพื่อทำประโยชน์ให้
แก่สังคมได้หรือไม่.....คำตอบคือไม่เลย.....


คำถามประเดิมกันซึ่งหน้าไปเลยครับ

- ในหนึ่งวัน เอาวันนี้ก็ได้ ท่านทำประโยชน์อะไรให้สังคม
- คำพูด บทความที่ท่านพ่นๆๆเที่ยวแสดงทัศนคติต่อประเด็นต่างๆ
ผมมองว่าเป็นแค่ "คำโมฆะ" เพราะตัวท่านพูดเอง วันๆก็ไม่เห็นท่าน
จะลงอะไรที่เป็นการทำสาธารณะประโยชน์อันนำมาซึ่งประโยชน์สุข
แก่ปวงชน นอกเสียจาก กิน,นอน,หาเงิน,เล่น,สมสู่ ตามประสามนุษย์ขี้เหม็น
- ผมไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวความรู้อันชาญฉลาดของท่าน ผมไม่ต้องกลัวความเป็นนักวิชาการของท่าน...เพราะสิ่งที่ผมทำประจักษ์แจ้งต่อสายตาสาธารณะ
- หากอยากแสดงความเข้าใจพุทธศาสนาจริงๆ ไม่ต้องเอารัฐมาอิง
ไม่ต้องนู่น นี่นั่น มาวิเคราะห์ วันนี้ท่านลองเดินออกไปเก็บขยะที่มันสกปรกตามชุมชน หรือ ท่านอาจสละเงินสัก ห้าบาทให้ขอทาน หรือท่านอาจจะไปร่วมกิจกรรมในองค์กรใดองค์กรหนึ่งอันก่อประโยชน์ที่ดีต่อสังคมสิ
- ผมใกล้จะคลายสงสัยแล้วว่า วงการนักวิชาการ,วงการผู้รู้,วงการหัวสมองประเทศ ยิ่งดูเหมือนจะตกต่ำไปทุกวันเพราะอะไร
เพราะท่านเหล่านั้นได้แต่พร่ำๆๆๆ ถึงอุดมการณ์ และทัศนวิจารณ์
ต่อสังคมว่านู่นไม่ใช่ นี่ไม่ดี นั่นไม่เอา......
แล้วตอนไหน...ท่านจะมีส่วนช่วยให้สังคมมันดีบ้าง....
ด้วยการที่ออกมาทำเป็นตัวอย่างให้สังคมดู..

ผมขอดักทางไว้เลยนะว่า อย่ามาใช้ข้ออ้าง...เพราะสิ่งที่รู้ และเห็นมันประจักษ์
กันอยู่ต่างหน้าอยู่แล้วครับ เก็บเอาไว้คิดในใจท่าน
แล้วท่านจงลุกขึ้นมา...แล้วลองทำไปอย่างที่ผมว่า..
ท่านจะได้รู้ว่าการเป็นอยู่แบบผู้ที่รู้จักให้ด้วยใจจริง
มันดีกว่าการที่ท่านมาพ่นแสดงถึงความชาญฉลาดของตนเอง

ผมแค่แนะนำให้ท่านเริ่มทำจากสิ่งเล็กน้อย...
แล้วท่านจะรู้ว่า...สิ่งที่ผมทำและบรรดาพระสงฆ์และประชาชนคนทำดี
หลายๆคนหลายๆองค์กรนั้น เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และลำบากตรากตรำแค่ไหน
เเต่ใจไม่เคยท้อถอย ชีวิตของพวกเราใช้เพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม....
การที่เราจะวิจารณ์สังคมบางส่วนบ้าง ก็ยังถือว่าพอทำเนา
ยังพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง....ลองนึกถึงตัวท่านสิ...ท่าน

ขอแสดงความรังเกียจอย่างเป็นทางการ....กับนักวิชาการไทย

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์