วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ปีนี้ผมคิดอะไรและสนใจอะไร

หัวใจผมพองโตอยู่ทุกวินาทีในขณะที่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ผมจะทำสิ่งๆหนึ่งไปเพื่ออะไร  เพื่อใคร

ผมคือนักเดินทาง ผมคือนักฝัน ผมคือนักสู้
ไม่มีอะไรจะมาดึงผมเข้าสู่ loob ของสังคมได้
หลายคนอาจเอาทั้งชีวิตเข้าสู่ safe zone
เพื่อปรับระดับความเสี่ยงของตัวเองไม่ให้เข้าสู่โหมดอันตราย แต่ผมปลด safety เพื่อพาตัวเองไปสู่ความท้าทาย และความเสี่ยงนั้นๆ มันอาจจะดูโง่
แต่ดูสิครับ ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมตื่นตัวอยู่ตลอดเมื่อผมรู้ว่าผมกำลังได้ลองทำในสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมได้คำตอบนี้จากโต๊ะทำงาน ที่ต้องทำสิ่งเดียวๆซ้ำๆซากๆ ซึ่งผมก็พยายามทำมันมาอย่างดีนะ แต่ผมก็มาค้นพบว่า ความก้าวหน้าของผมอาจไม่เหมือนคนอื่น ผมยังเป็นวัยรุ่นในกลุ่มที่ที่อยากทำทุกๆอย่าง ที่ตั้งใจ โดยไม่สนกฏเกณฑ์อะไรของสังคมทั้งนั้น เพราะผมเชื่อในความสำเร็จ ที่มากกว่าความสำเร็จ
.................................................
- ผมเริ่มเป็นนักพูด วิทยากร ตั้งแต่อายุ 12
- ผมเริ่มเรียน ปริญญาตรีตอนอายุ 15
- ผมจบปริญญาโท ตอนอายุ 19
(ระหว่าง 7-8 ปีนั้น ผมทำงานเพื่อสังคมอย่างหนัก)
- ผมเริ่มเป็นพนักงานบริษัทในตำแหน่งที่ผมไม่ได้จบมาโดยตรง อยู่หลายบริษัท ด้วยความสามารถพิเศษที่แอบฝึกระหว่างเรียน
- ผมเริ่มใช้วุฒิที่เรียนมาสอบติดในหลายๆหน่วยงาน แต่ผมก็ทิ้งมัน เพราะไม่ชอบ
- ผมเริ่มทำตามความฝัน และผมได้เป็นนักดนตรี 
(และทั้งหมดในชีวิตการทำงานผมกำลังเรียนรู้และคำนึงถึงการเป็นลูกจ้างที่ดี อยู่ตลอด เพื่อ..)
- ที่ผมอาจจะได้เป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ผมอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง ในอนาคตเร็วๆนี้

ดังนั้นถ้านอกเหนือจากเรื่องครอบครัว การงาน อนาคต เรื่องอื่นผมก็คงให้ความสำคัญน้อยลงหากมันเป็นปัจจัยที่จะทำให้ชีวิตการทำงานผมขัดข้อง


*และที่สำคัญผมตั้งใจจะลดน้ำหนักด้วยน้าาาา อิอิ

6 พ.ค. 2563
เอกรัฐ ป.








วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2563

มหันตภัยครั้งใหญ่ของโลก กับสิ่งที่ตามมา(covid19)

บันทึกโควิด 19 : 1
• โลกหลัง Covid น่ากลัวกว่าเพราะจะเป็นยุคที่โลกจะหมดคำว่า globalization

• ความร่วมมือระหว่างประเทศการติดต่อการเดินทางการเข้าถึงสินค้าระหว่างประเทศจะลดน้อยลง

¶ ความเป็นชาตินิยมก็จะชัดเจนขึ้น สินค้าวัตถุดิบที่เคยนำเข้าก็จะน้อยลงและจะเกิดการใช้ทรัพยากรในประเทศมากขึ้น

ข้อดี คือ : วิกฤตนี้เหมือนเป็นการกระตุ้น ให้ทุกอาชีพทำสิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว เช่นพวกเดลิเวอรี่
การตลาดทางออนไลน์หรืออื่นๆ สินค้าที่ ไม่สามารถส่งระยะไกลได้ เช่น อาหารสดบางประเภท ฯลฯ ก็ถูกปรับตัวให้สามารถส่งข้ามจังหวัดได้โดยไม่เสียหาย *มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดซึ่งเป็นผลดีต่อการปรับตัวทางเศรษฐกิจให้เข้ากับโลกยุคใหม่

อาจจะคิดว่าสักวันค่อยทำสักวันค่อยต่อยอดแต่
ณ ปัจจุบัน "มันเดี๋ยวไม่ได้แล้ว" เพราะถ้าคุณหยุดแล้วรอวันที่ COVID นี้มันจะหายไป
*ไม่มีทางเลยภายในระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือน
เผลอๆอาจใช้เวลาถึง 18 เดือน

เพราะว่าทุกคนไม่สามารถออกจากบ้านได้พ่อค้าแม่ค้าธุรกิจทุกอย่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างรวดเร็ว

เอกรัฐ ป.
#Adesign

และแน่นอน นักดนตรีอย่างผมก็ตกงานตามระเบียบโดยไม่มีกำหนดการณ์

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

ชีวิต 1 ปี เต็มกับการเป็นนักดนตรีอาชีพ


สงสัยใช่ไหมล่ะครับ ผมบวชมาตั้ง 10 ปี ทำไมอยู่ดีๆมาเป็นนักดนตรีอาชีพ ถ้าจะให้เล่าคงจะยาวมาก ผมสรุปให้สั้นๆก็พอ เอาเป็นว่า ระยะเวลา 4 ปีหลังจากลาสิกขามา ผมก็ทั้งทำงานประจำ และก็ ฝึกฝนวิชาดนตรี จนมาปีนี้ ได้มาทำงานดนตรีเต็มตัว โดยได้รับโอกาสจาก วงดนตรีวงหนึ่งที่เพชรบุรี ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีวงใหญ่วงหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงพอสมควรในย่านนั้น
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังตกงาน เพราะผมลาออกจากบริษัทเก่าเพื่อไปทำวิทยานิพนธ์ จบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ 


💬 จากนั้นก็คิดว่าชีวิตจะไปทางไหนดี หลังจากนั้นผมก็ได้ไปขายของเก่า ตามตลาดนัดอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถึงหน้าฝน ธุรกิจค้าขายก็ไม่เป็นอันสู้ดีนัก เลยหยุดชะงักทันที และก็ครุ่นคิดว่าจะทำอะไรต่อไปจนวันหนึ่ง ได้ไปเล่นดนตรีตามร้านต่างๆในช่วงว่างงาน อยู่ 2-3 เดือน แล้วได้พลิกผันมาอยู่วงประจำที่เพชรบุรี ซึ่งเป็นวงดนตรี ที่มีงานเป็นประจำ และผมได้รับเงินเดือน จึงตัดสินใจออกจากบ้านเดินทางไปอยู่ที่เพชรบุรี ได้ใช้ชีวิตอยู่กับเสียงดนตรีและสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะก่อนที่จะมานี้ ก็คิดดูแล้วว่าตัวเองมีความสามารถด้านไหนบ้าง ก็มองไปเห็น เปียโนเล็กๆตัวนึงวางอยู่ข้างๆห้อง ก็เลยคิดว่าดนตรีนี่แหละเป็นสิ่งที่จะทำต่อไปเพื่อสานฝันตัวเองที่คิดไว้มาตั้งแต่เด็ก
ครบรอบ 1 ปีแล้วครับ ที่ผมได้มาเขียนข้อความนี้ นั่นคือครบรอบ 1 ปีที่ผมได้ทำงานเป็นนักดนตรีมืออาชีพ แต่ต้องมาหยุดกระทันหัน ด้วยโรคระบาดร้ายแรงระดับโลก พวกเรานักดนตรีทุกคน หรือแม้กระทั่งอาชีพอิสระทุกอาชีพ เดือดร้อนกันทั้งประเทศ วันนี้ผมมีเวลาว่างมากพอ ที่จะมาเล่าชีวิตตลอด 1 ปีที่ผ่านมาที่หายไปไม่ได้มาเขียนบล็อกให้เพื่อนๆได้อ่าน 
ผมคงจะไม่พิมพ์อะไรมาก เดี๋ยวจะแปะรูปมาให้ดูข้างล่างนะครับ คิดถึงทุกคนนะ
----------------------------💌💌💌------------------------

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

กระทู้แรก ตั้งแต่ลาสิกขามา

ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ผมล้มไม่ได้แปลว่าผมแพ้ ชีวิตจริงผมไม่สามารถบังคับทิศทางลมได้
แต่เรามีใบพัดที่ยังหมุนประคองเรือได้
ชีวิตไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง....ไม่มีใครรู้ว่าผมต้องก้าวข้ามสงครามจากคำพูดคนมาหนักแค่ไหนกับการเรียนจบสูงที่เหมือนกับการแบกโลกไว้ทั้งใบ เมื่อมาค้นพบตัวเองว่า ผมไม่ได้ชอบที่จะทำงานในสิ่งที่เล่าเรียนมา ในขณะเดียวกันอาชีพที่น่าพอใจก็มีความเสี่ยงสูง ต่ออนาคตในภายภาคหน้า
มันคือการเดิมพันด้วยชีวิต ครอบครัว และอนาคต
ผมรู้ว่าผมต้องโตได้แล้ว ยอมรับความจริงแล้วรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจะสายเกินไป
#แต่ยังไงต้องไปต่อ คำว่าท้อไม่เคยมีในหัว #คัดสรรคนที่มีคุณภาพเข้ามาในชีวิตที่พร้อมจะเป็นเพื่อนเราจริงๆเดินไปพร้อมกัน

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อีกมุมหนึ่ง : ประเด็นพระสงฆ์ไทยโพสต์ภาพ "ข่าวดัง"

อีกแง่มุมหนึ่ง ในประเด็นใต้โพสต์ที่พระสงฆ์ไทยเราเองได้ออกมาแสดงท่าทีความไม่พอใจอย่างแค้นคับ เหมือนมันจุกอกเหมือนโดนหอกทิ่มแทงกลางหลัง ผมมองว่าพระไทยเองก็ต้องโยนคำถามกลับมาหาตัวเองด้วย
ว่าจุดยืนที่แท้จริงของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้
ในคราวปรินิพพานว่า "โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต
ปญฺญตฺโต โส โว มมจุจเยน สตฺถา"
เรามีธรรมเป็นอุดมการณ์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน หรือสิ่งใด ‪#‎แม้แต่พระพุทธเจ้า‬
การเรียกร้องความเหมาะสมแก่ตำแหน่งฐานันดร ทางโลกๆเขายัง
ไม่ทำกันเลยครับ แต่สังคมพระ ปัจจุบันนี้เราเริ่มที่จะลืมกำพืดของเราเสียแล้ว กำพืดของเราก็คือ พ่อของเราที่มีพร้อมทุกอย่างเป็นถึงมหาราชา หนีออกมาจากความวุ่นวาย ยศฐานันดรศักดิ์ สละทิ้งทุกอย่างเพื่อหนทางแห่งสันติภาพ...ในคราวที่โลกกำลังเดือนร้อนจากสงครามจากปัญหาต่างๆมากมาย แล้วหากสังคมโลกกำลังมองหาที่พึงที่พักพิงใจ คำถามคือ
ศาสนาพุทธให้อะไร สร้างภาพลักษณ์แห่งความเป็นที่พึ่งอะไรให้สังคมโลก
ผมว่ามันไม่ใช่ความกล้าหาญหรอกครับ มันเป็นการปลุกระดม อุปาทานหมู่
ให้พระไทย หรือชาวไทยพุทธเองลืมกำพืดตัวเอง ว่าเรามากจากอะไร
แล้ววันนี้เราจะเรียกร้องอะไร
ครั้งหนึ่งผมเคยเห็น องค์ทะไลลามะ ประมุขแห่งจิตวิญญานของชาวธิเบต มอบอ้อมกอดแห่งสันติภาพแก่ประชาชนสตรี ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็คงจะถูกจับสึกไปแล้วหละครับ มันสื่อให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้ความเสมอภาคนั้น
มันเป็นความจริงที่สังคมเขาเร่ิมที่จะเปิดตามองเห็นกันแล้ว
ระบบชนชั้นมันไม่ควรมีอีกต่อไป โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา
ที่ให้ความสำคัญและแสดงจุดยืนต่อความเสมอภาคอย่างชัดเจน
จนประชาชนในอินเดียหลายล้านคนตัองหันมาเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธ
เพราะเชื่อว่าศาสนาพุทธมีความเท่าเทียม.....และเป็นอิสระจากพระเจ้า
ผมก็ยังยืนยันจะถามซ้ำๆอยู่ดีว่า "เราต้องการอะไรจากสังคม"
มันรู้สึกผะอืดผะอมยังไงไม่รู้ครับที่ต้องพูดคำนี้เพราะความจริง
สังคมตั้งเป็นผู้ตั้งคำถามต่างหาก ว่า...."เขาจะได้อะไรจากเรา
เราให้อะไรแก่เขาบ้าง"
หากใครหลายๆท่านเข้าใจผิดผมก็ขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า
ศาสนาเป็นแค่องค์ประกอบของชีวิตนะครับ แต่ละศาสนามี
ลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้น สังคมจึงมีสิทธิที่จะเลือก และทำความเข้าใน
ใจบริบทของศาสนานั้นๆเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิต
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น......เพราะฉะนั้น คำจำกัดความก็คือ
"ศาสนาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต"
ดังนั้น "ผู้ที่ถือศาสนาเป็นทุกอย่างของชีวิต ก็ไม่ควรที่จะไปเรียกร้องอะไร
จากสังคม เพราะนั่นมันคือสิ่งที่เขาเป็นและอยู่โดยธรรมชาติ"
สังคมเป็นปัจจัยหลักในการหล่อเลี้ยงศาสนา เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่
เป็นเหมือนหัวใจที่จะชุบเลี้ยงศาสนาให้สามารถอยู่ต่อได้(หากสังคมเห็นว่าศาสนามีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต) เขาก็เต็มใจที่จะชุบเลี้ยง
ดังนั้น ๑.เราไม่ได้หากินเอง เขาหามาเลี้ยง
๒.ศาสนาพุทธมีจุดยืนที่ตายตัวคือ สติ ขันติ สันติ เมตตา กรุณา มุฑิตา บลาๆๆ
๓.ศาสนาเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์และสังคมเท่านั้น
๔.ศาสนาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เพราะทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะทำ ที่จะเป็น และที่จะอยู่ในสังคม ตามวิถีของเขา
๕.ผู้อยู่ในศาสนาจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว น้ำหยดเดียว
เพราะที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะสังคมอุ้มไว้
๖.ผู้อยู่ในศาสนาควรทำตนเองให้เป็นที่พึ่งเเก่สังคม
๗.และทำให้สังคมเห็นภาพลักษณ์และบริบทของศาสนาได้อย่างชัดเจน
ว่าเป็นดั่งที่ตำราเขียนไว้ ที่อาจารย์เล่ามาว่า "พุทธศาสนาคือที่พึ่งทางจิตวิญญาน" ไม่ใช่ศาสนาที่เรียกร้องความสุขสบายความพึงพอใจจากสังคม
๘.เมื่อเรารับข้าว รับน้ำจากสังคมแล้ว แล้วการไปต่อว่าหรือแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อสังคมเหมาะสมหรือไม่ (บางท่านอาจจะอ้างว่าบริจาคเป็นล้านๆสร้างนู่นนี่นั่น สร้างคน สอนหนังสือ ) ต้นทุนของท่านก็มาจากสังคมทั้งนั้นแหละ หรือท่านจะปฏิเสธ.....ว่าท่านหาต้นทุนทางทรัพย์สินและสิ่งของเหล่านั้นมาเองด้วยน้ำพักน้ำแรง......ไม่ใช่เพราะศรัทธาจากสังคม
โลกมันจะเป็นไปยังไงก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอย่างนี้
มันยิ่งเข้าทางของเรามิใช่หรือที่จะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า
"พระมหาเถระทั้งหมดทุกรูปนั้น คือสุดยอดของผู้นำที่ไม่ถือตน
และเหมาะสมแก่การนำมาเป็นโมเดลของพระสงฆ์ไทยทั่วทุกภูมิภาค"
ไม่ใช่การไปตำหนิสังคม บุคคล หรือหน่วยงานว่าไม่ให้เกียรติ
กระทำไม่เหมาะสม ......... เรียกร้องเอาอะไรหละครับ........
สันติภาพในศาสนาพุทธดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งให้สังคมไม่ได้แล้วสิครับ
แล้วอย่างนี้สังคมจะไปพึ่งใครหละครับ
แค่เรื่องเบสิคๆในหลักธรรมปฏิบัติด้านขันติธรรม ท่านยังสอบไม่ผ่าน
แล้วอย่างนี้......จะเอาอะไรจากสังคมอีกหละครับ.....
ก็ต้องย้ำบ่อยๆว่าศาสนาอยู่ได้เพราะสังคมหล่อหลอมด้านกายภาพ
และศาสนาจึงควรที่จะเป็นตัวหล่อหลอมขัดเกลาด้าน จิตวิญญานภาพ
กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่เรียกร้องจะเอาๆ
แม้ในคราวที่พระพุทธเจ้าถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากสังคม
พระพุทธองค์ก็ทรงตรัส แก่พระอานนท์ว่า
#อานนท์เราจะอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นเหมือนช้างศึกก้าวลงสู่สงครามต้องทนต่อลูกศรซึ่งมาจากทิศทั้ง๔เพราะคนในโลกนี้ส่วนมากเป็นคนชั่วคอยแส่หาแต่โทษของผู้อื่นเธอจงดูเถิดพระราชาทั้งหลายย่อมทรงราชพาหนะตัวที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ชุมนุมชนเป็นสัตว์ที่ออกชุมนุมชนได้
#อานนท์ในหมู่มนุษย์นี้ผู้ใดฝึกตนให้เป็นคนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดม้าอัสดรม้าสินธพพญาช้างตระกูลมหานาคที่ได้รับฝึกแล้วจัดเป็นสัตว์อาชาไนยสัตว์อาชาไนยเป็นสัตว์ที่ประเสริฐแต่คนที่ฝึกตนดีแล้วยังประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น"
#ดูก่อนอานนท์ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัวอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้ยังถือว่าธรรมดาๆแต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนเราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุดผู้มีความอดทนมีเมตตายอมเป็นผู้มีลาภมียศอยู่เป็นสุขเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเปิดประตูแห่งความสุขความสงบได้โดยง่ายสามารถขุดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้คุณธรรมทั้งมวลมีศีลสมาธิเป็นต้นยอมเจริญงอกงามแก่ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น”
หลับตาสักห้านาที.......แล้วท่องในใจดังๆว่า
"สติ ขันติ สันติ เมตตา กรุณา มุฑิตา บลาๆๆ คือหลักการและวิญญานของเรา"
เฮ้อ....................ไทยแลนด์
เขียนโดย : เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พุทธชาตินิยม ในสังคมพุทธศาสนายุคใหม่

"พุทธชาตินิยม" เกิดขึ้นซื้อรอยอีกแล้วแล้ว ?

ผมเริ่มได้กลิ่นอายของวันวานดูเหมือนเปรียบประดุจว่ากลับ
มาทบทวนความทรงจำให้วงการศาสนาสะเทือนขวัญกันอีกครับ
โดยจากคำพูดในอดีตที่ว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป"
 ของท่านกิตติปัญญาคุณ หรือกิตติวุฑโฒ ในยุค 2519 ที่นำไปสู่การสังหารหมู่เกิดขึ้น

กระแสหลักที่สำคัญของชาวพุทธกลุ่มนี้เรียกว่า
"พุทธชาตินิยม" ปัจจุบันมีพระสงฆ์และชาวพุทธหลายรูปหลายส่วนที่จะออกมาแสดงท่าทีต่อการปกป้อง พระพุทธศาสนาด้วยการใช้วาทะกรรมการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังมุสลิม ผ่านทาง social media หรือมีลักษณะคล้ายๆการรบราฆ่าฟันกันแบบทฤษฎีกษัตริย์นิยม คือแสดงจุดยืนเพื่อรับมือกับปัญหาด้วยความรุนแรงโต้ตอบเพื่อนำไปสู่การต่อสู้ที่ไม่ใช่เพื่อจัดการความขัดแย้งที่แท้จริง แต่นำไปสู่การปะทะกันเพื่อความสะใจ ความแค้น

เหมือนแนวคิดท่านพระมหาอภิชาติ ที่ท่านออกมาแสดงจุดยืน
โต้ตอบต่อมุสลิมกลุ่มหัวรุนแรงที่นับวันดูเหมือนจะเป็นวีระธุเมืองไทยเกิดขึ้นมาอีก หรือเหมือนที่มีนักวิชาการพูดไว้ว่า เป็นโมเดลพระวีระธุ

ประเด็นสำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือมีเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์หรือแฟนเพจออกมาแสดงความคิดว่า "รู้ ตื่น เบิกบาน ถูกต้องแล้วค่ะ ต้องตื่นกันได้แล้ว" มันเป็นการตีความคำสอนผิดแบบเต็มๆ
นั่นหมายถึงเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ "พุทธชาตินิยม" แบบเต็มตัว

และนั่นหมายถึงสิ่งที่ทำมันขัดกับหลัก สันติธรรม ขันติธรรม ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติขั้น basic ที่ชาวพุทธโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระสงฆ์ควรจะสอบให้ผ่าน แต่ปรากฏว่า
เท่าที่เห็น เมื่อต่างคนต่างเห็นกระแสนี้ก็ยิ่งแชร์ ยิ่งเหิมเกริมกันเข้าไปใหญ่ ว่าอดทนไม่ไหวแล้ว ไม่รอให้ใครมาย่ำยี ประทุษร้ายแล้ว มันขัดแย้งกับหลักการของตัวเองชัดๆครับ

ดังนั้นนักสันติภาพที่แท้จริง ต้องพยายามจัดการความขัดแย้งด้วยหลักสันติธรรม ขันติธรรม สติธรรมเท่านั้นครับ นั่นหมายถึงการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการถูกหลัก ไม่ขัดแย้งตัวเอง

ซึ่งต่างจากประโยคที่เป็นประเด็นในสังคมทุกวันนี้ที่พระมหาอภิชาติใช้ปลุกกระแสใน social media ว่า
"ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องติดอาวุธให้กับชาวพุทธในภาคใต้"
"ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย ๑ รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป ๑ มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ..."
"สามัคคี คือ พลัง ชาวพุทธต้องรวมกันเป็นหนึ่ง ร่วมกันสนับสนุนให้บัญญัติศาสนพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยไว้ในรัฐธรรมนูญ"
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความจริง หรือ ความเชื่อ


ความจริง หรือ ความเชื่อ
ความจริงที่ควรยอมรับในด้านความเชื่อที่มองไม่เห็นเพื่อสร้างที่พึ่งพัฒนาชีวิตของตนเองส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีการศึกษาระดับสูง มีวัยวุฒิ ฯ ยังไม่ยอมรับหลักและวิธีการในด้านการใช้ความพยายามเพื่อที่จะหลุดพ้นจากความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ติดหนึบอยู่มาตั้งแต่อดีต โดยใช้ความสบายใจ เป็นเหตุผลหลักในการเชื่อถือ
โดยถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งใช้หลักเวรกรรมเป็นตัวขาย ในการจัดตั้งองค์กรหาแนวร่วมในการสร้างศรัทธาแบบลวงๆหลวมๆเพื่อความอยู่รอดของตนเองและสำนัก และเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเฉพาะกลุ่ม เพราะว่าเลยเถิดไปถึงรายการทีวี สถานีวิทยุ สถานที่ต่างๆ มีวัด มีสำนักแก้กรรม มีกลุ่มร่างทรง ฯลฯ


ดังนั้น ปัญหาสำคัญคือ "ประชาชนทุกชนชั้น" ส่วนใหญ่
ยังไม่ Get ระหว่างคำว่า "ความเชื่อ" กับ "ความจริง"
โดยไม่ได้ยึดหลักจริยธรรมพื้นฐานภายใต้สังคม ปชต.ยุคใหม่
แต่ยึดเอาหลักศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งๆตั้งขึ้นมา

เพื่อเป็นที่พึ่งในการดำรงชีวิตแทน

และที่เคยกล่าวหาว่า "อินเดียหลากศาสนาวัฒนธรรม"
เห็นว่าสังคมเช่นนั้นจะมาอยู่ที่ไทยซะแล้ว
เช่น เทพเจ้าต่างๆนา เจ้าแม่ เจ้าพ่อ ต้นกล้วย ต้นไม้
แม้กระทั่งตุ๊กตา แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์
แม้กระทั่งสบู่ เครื่องของสิ่งใช้งานต่างๆ
ถูกเอามาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อเเบบไร้เหตุและผล
และอ้างว่าไม่สามารถให้เหตุผลได้เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่มองไม่เห็น


ไทยเป็นเมืองพุทธ สมควรยกให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ถ้านับสถานการณ์ที่สังคมไทยยังเป็นอยู่แบบนี้
การเรียกร้องจึงถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอายมาก
เพราะมีแค่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าถึง และเข้าใจ
ในคอนเซ็ปหลักการของพุทธศาสนาที่แท้ัจริง

เพราะส่วนใหญ่จากเหตุและผลที่เกิดขึ้นและวัดได้นั้น
สังคมไทยยังติดอยู่กับหลักความเชื่อที่หลากหลาย
เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขสบายทางลัด
เหล่าท่านผู้รู้ก็คงจะแย้ง แต่เมื่อลองศึกษาจากบริบทสังคมให้
แน่ชัดจริงๆก็เหมือนที่ผมเขียนไว้ข้างบนว่า
จริงๆแล้วไม่ต้องวัดจากอะไร วัดจากสื่อต่างๆ
ที่ประชาชนทั้งประเทศเสพสื่อ ก็ย่อมได้อิทธิพลความเชื่อ
จากสื่อเหล่านั้นจนเกิดเป็น "ค่านิยม"

หรืออาจพูดง่ายๆว่า "คนส่วนใหญ๋" ยังขาดการสร้างวิธีคิด
ที่อ้างอิงเหตุและผล มาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา

จริงๆไม่ต้องพูดถึงขึ้นศีลธรรมแบบพุทธศาสนา
ว่ากันเนื้อๆแค่ ศีลธรรมแบบประชาธิปไตย
ในยุคก่อนไม่ว่าจะเป็นยุค เพลโต โสเครตีสเอง
ก็ไม่เคยกล่าวไว้ถึงเรื่องความเชื่อ เพื่อความสุข
แต่ความสุขในความจริงๆแบบปรัชญาตะวันตก
ในการดำรงชีวิตเบื้องต้น คือการยอมรับ รักษา
น้ำใจ ความคิดเห็นของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.
25/10/58
22.46