วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อีกมุมหนึ่ง : ประเด็นพระสงฆ์ไทยโพสต์ภาพ "ข่าวดัง"

อีกแง่มุมหนึ่ง ในประเด็นใต้โพสต์ที่พระสงฆ์ไทยเราเองได้ออกมาแสดงท่าทีความไม่พอใจอย่างแค้นคับ เหมือนมันจุกอกเหมือนโดนหอกทิ่มแทงกลางหลัง ผมมองว่าพระไทยเองก็ต้องโยนคำถามกลับมาหาตัวเองด้วย
ว่าจุดยืนที่แท้จริงของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้
ในคราวปรินิพพานว่า "โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต
ปญฺญตฺโต โส โว มมจุจเยน สตฺถา"
เรามีธรรมเป็นอุดมการณ์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน หรือสิ่งใด ‪#‎แม้แต่พระพุทธเจ้า‬
การเรียกร้องความเหมาะสมแก่ตำแหน่งฐานันดร ทางโลกๆเขายัง
ไม่ทำกันเลยครับ แต่สังคมพระ ปัจจุบันนี้เราเริ่มที่จะลืมกำพืดของเราเสียแล้ว กำพืดของเราก็คือ พ่อของเราที่มีพร้อมทุกอย่างเป็นถึงมหาราชา หนีออกมาจากความวุ่นวาย ยศฐานันดรศักดิ์ สละทิ้งทุกอย่างเพื่อหนทางแห่งสันติภาพ...ในคราวที่โลกกำลังเดือนร้อนจากสงครามจากปัญหาต่างๆมากมาย แล้วหากสังคมโลกกำลังมองหาที่พึงที่พักพิงใจ คำถามคือ
ศาสนาพุทธให้อะไร สร้างภาพลักษณ์แห่งความเป็นที่พึ่งอะไรให้สังคมโลก
ผมว่ามันไม่ใช่ความกล้าหาญหรอกครับ มันเป็นการปลุกระดม อุปาทานหมู่
ให้พระไทย หรือชาวไทยพุทธเองลืมกำพืดตัวเอง ว่าเรามากจากอะไร
แล้ววันนี้เราจะเรียกร้องอะไร
ครั้งหนึ่งผมเคยเห็น องค์ทะไลลามะ ประมุขแห่งจิตวิญญานของชาวธิเบต มอบอ้อมกอดแห่งสันติภาพแก่ประชาชนสตรี ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็คงจะถูกจับสึกไปแล้วหละครับ มันสื่อให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้ความเสมอภาคนั้น
มันเป็นความจริงที่สังคมเขาเร่ิมที่จะเปิดตามองเห็นกันแล้ว
ระบบชนชั้นมันไม่ควรมีอีกต่อไป โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา
ที่ให้ความสำคัญและแสดงจุดยืนต่อความเสมอภาคอย่างชัดเจน
จนประชาชนในอินเดียหลายล้านคนตัองหันมาเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธ
เพราะเชื่อว่าศาสนาพุทธมีความเท่าเทียม.....และเป็นอิสระจากพระเจ้า
ผมก็ยังยืนยันจะถามซ้ำๆอยู่ดีว่า "เราต้องการอะไรจากสังคม"
มันรู้สึกผะอืดผะอมยังไงไม่รู้ครับที่ต้องพูดคำนี้เพราะความจริง
สังคมตั้งเป็นผู้ตั้งคำถามต่างหาก ว่า...."เขาจะได้อะไรจากเรา
เราให้อะไรแก่เขาบ้าง"
หากใครหลายๆท่านเข้าใจผิดผมก็ขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า
ศาสนาเป็นแค่องค์ประกอบของชีวิตนะครับ แต่ละศาสนามี
ลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้น สังคมจึงมีสิทธิที่จะเลือก และทำความเข้าใน
ใจบริบทของศาสนานั้นๆเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิต
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น......เพราะฉะนั้น คำจำกัดความก็คือ
"ศาสนาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต"
ดังนั้น "ผู้ที่ถือศาสนาเป็นทุกอย่างของชีวิต ก็ไม่ควรที่จะไปเรียกร้องอะไร
จากสังคม เพราะนั่นมันคือสิ่งที่เขาเป็นและอยู่โดยธรรมชาติ"
สังคมเป็นปัจจัยหลักในการหล่อเลี้ยงศาสนา เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่
เป็นเหมือนหัวใจที่จะชุบเลี้ยงศาสนาให้สามารถอยู่ต่อได้(หากสังคมเห็นว่าศาสนามีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต) เขาก็เต็มใจที่จะชุบเลี้ยง
ดังนั้น ๑.เราไม่ได้หากินเอง เขาหามาเลี้ยง
๒.ศาสนาพุทธมีจุดยืนที่ตายตัวคือ สติ ขันติ สันติ เมตตา กรุณา มุฑิตา บลาๆๆ
๓.ศาสนาเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์และสังคมเท่านั้น
๔.ศาสนาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เพราะทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะทำ ที่จะเป็น และที่จะอยู่ในสังคม ตามวิถีของเขา
๕.ผู้อยู่ในศาสนาจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว น้ำหยดเดียว
เพราะที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะสังคมอุ้มไว้
๖.ผู้อยู่ในศาสนาควรทำตนเองให้เป็นที่พึ่งเเก่สังคม
๗.และทำให้สังคมเห็นภาพลักษณ์และบริบทของศาสนาได้อย่างชัดเจน
ว่าเป็นดั่งที่ตำราเขียนไว้ ที่อาจารย์เล่ามาว่า "พุทธศาสนาคือที่พึ่งทางจิตวิญญาน" ไม่ใช่ศาสนาที่เรียกร้องความสุขสบายความพึงพอใจจากสังคม
๘.เมื่อเรารับข้าว รับน้ำจากสังคมแล้ว แล้วการไปต่อว่าหรือแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อสังคมเหมาะสมหรือไม่ (บางท่านอาจจะอ้างว่าบริจาคเป็นล้านๆสร้างนู่นนี่นั่น สร้างคน สอนหนังสือ ) ต้นทุนของท่านก็มาจากสังคมทั้งนั้นแหละ หรือท่านจะปฏิเสธ.....ว่าท่านหาต้นทุนทางทรัพย์สินและสิ่งของเหล่านั้นมาเองด้วยน้ำพักน้ำแรง......ไม่ใช่เพราะศรัทธาจากสังคม
โลกมันจะเป็นไปยังไงก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอย่างนี้
มันยิ่งเข้าทางของเรามิใช่หรือที่จะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า
"พระมหาเถระทั้งหมดทุกรูปนั้น คือสุดยอดของผู้นำที่ไม่ถือตน
และเหมาะสมแก่การนำมาเป็นโมเดลของพระสงฆ์ไทยทั่วทุกภูมิภาค"
ไม่ใช่การไปตำหนิสังคม บุคคล หรือหน่วยงานว่าไม่ให้เกียรติ
กระทำไม่เหมาะสม ......... เรียกร้องเอาอะไรหละครับ........
สันติภาพในศาสนาพุทธดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งให้สังคมไม่ได้แล้วสิครับ
แล้วอย่างนี้สังคมจะไปพึ่งใครหละครับ
แค่เรื่องเบสิคๆในหลักธรรมปฏิบัติด้านขันติธรรม ท่านยังสอบไม่ผ่าน
แล้วอย่างนี้......จะเอาอะไรจากสังคมอีกหละครับ.....
ก็ต้องย้ำบ่อยๆว่าศาสนาอยู่ได้เพราะสังคมหล่อหลอมด้านกายภาพ
และศาสนาจึงควรที่จะเป็นตัวหล่อหลอมขัดเกลาด้าน จิตวิญญานภาพ
กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่เรียกร้องจะเอาๆ
แม้ในคราวที่พระพุทธเจ้าถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากสังคม
พระพุทธองค์ก็ทรงตรัส แก่พระอานนท์ว่า
#อานนท์เราจะอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นเหมือนช้างศึกก้าวลงสู่สงครามต้องทนต่อลูกศรซึ่งมาจากทิศทั้ง๔เพราะคนในโลกนี้ส่วนมากเป็นคนชั่วคอยแส่หาแต่โทษของผู้อื่นเธอจงดูเถิดพระราชาทั้งหลายย่อมทรงราชพาหนะตัวที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ชุมนุมชนเป็นสัตว์ที่ออกชุมนุมชนได้
#อานนท์ในหมู่มนุษย์นี้ผู้ใดฝึกตนให้เป็นคนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดม้าอัสดรม้าสินธพพญาช้างตระกูลมหานาคที่ได้รับฝึกแล้วจัดเป็นสัตว์อาชาไนยสัตว์อาชาไนยเป็นสัตว์ที่ประเสริฐแต่คนที่ฝึกตนดีแล้วยังประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น"
#ดูก่อนอานนท์ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัวอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้ยังถือว่าธรรมดาๆแต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนเราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุดผู้มีความอดทนมีเมตตายอมเป็นผู้มีลาภมียศอยู่เป็นสุขเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเปิดประตูแห่งความสุขความสงบได้โดยง่ายสามารถขุดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้คุณธรรมทั้งมวลมีศีลสมาธิเป็นต้นยอมเจริญงอกงามแก่ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น”
หลับตาสักห้านาที.......แล้วท่องในใจดังๆว่า
"สติ ขันติ สันติ เมตตา กรุณา มุฑิตา บลาๆๆ คือหลักการและวิญญานของเรา"
เฮ้อ....................ไทยแลนด์
เขียนโดย : เอกรัฐ เดิมทำรัมย์ ป.