นักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะนักวิการศาสนา หรือสาขาใดๆก็แล้วแต่
คงไม่ต้องเอ๋ยชื่อนะครับ ผมก็เฝ้าสังเกตุว่า
บทความทัศนะวิจารณ์ที่ท่านได้โพสต์ลงบ่อยๆนั้นจะมีเนื้อหาสาระ
พอจับใจความที่จะนำมาประยุกต์ เพื่อทำประโยชน์ให้
แก่สังคมได้หรือไม่.....คำตอบคือไม่เลย.....
คำถามประเดิมกันซึ่งหน้าไปเลยครับ
- ในหนึ่งวัน เอาวันนี้ก็ได้ ท่านทำประโยชน์อะไรให้สังคม
- คำพูด บทความที่ท่านพ่นๆๆเที่ยวแสดงทัศนคติต่อประเด็นต่างๆ
ผมมองว่าเป็นแค่ "คำโมฆะ" เพราะตัวท่านพูดเอง วันๆก็ไม่เห็นท่าน
จะลงอะไรที่เป็นการทำสาธารณะประโยชน์อันนำมาซึ่งประโยชน์สุข
แก่ปวงชน นอกเสียจาก กิน,นอน,หาเงิน,เล่น,สมสู่ ตามประสามนุษย์ขี้เหม็น
- ผมไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวความรู้อันชาญฉลาดของท่าน ผมไม่ต้องกลัวความเป็นนักวิชาการของท่าน...เพราะสิ่งที่ผมทำประจักษ์แจ้งต่อสายตาสาธารณะ
- หากอยากแสดงความเข้าใจพุทธศาสนาจริงๆ ไม่ต้องเอารัฐมาอิง
ไม่ต้องนู่น นี่นั่น มาวิเคราะห์ วันนี้ท่านลองเดินออกไปเก็บขยะที่มันสกปรกตามชุมชน หรือ ท่านอาจสละเงินสัก ห้าบาทให้ขอทาน หรือท่านอาจจะไปร่วมกิจกรรมในองค์กรใดองค์กรหนึ่งอันก่อประโยชน์ที่ดีต่อสังคมสิ
- ผมใกล้จะคลายสงสัยแล้วว่า วงการนักวิชาการ,วงการผู้รู้,วงการหัวสมองประเทศ ยิ่งดูเหมือนจะตกต่ำไปทุกวันเพราะอะไร
เพราะท่านเหล่านั้นได้แต่พร่ำๆๆๆ ถึงอุดมการณ์ และทัศนวิจารณ์
ต่อสังคมว่านู่นไม่ใช่ นี่ไม่ดี นั่นไม่เอา......
แล้วตอนไหน...ท่านจะมีส่วนช่วยให้สังคมมันดีบ้าง....
ด้วยการที่ออกมาทำเป็นตัวอย่างให้สังคมดู..
ผมขอดักทางไว้เลยนะว่า อย่ามาใช้ข้ออ้าง...เพราะสิ่งที่รู้ และเห็นมันประจักษ์
กันอยู่ต่างหน้าอยู่แล้วครับ เก็บเอาไว้คิดในใจท่าน
แล้วท่านจงลุกขึ้นมา...แล้วลองทำไปอย่างที่ผมว่า..
ท่านจะได้รู้ว่าการเป็นอยู่แบบผู้ที่รู้จักให้ด้วยใจจริง
มันดีกว่าการที่ท่านมาพ่นแสดงถึงความชาญฉลาดของตนเอง
ผมแค่แนะนำให้ท่านเริ่มทำจากสิ่งเล็กน้อย...
แล้วท่านจะรู้ว่า...สิ่งที่ผมทำและบรรดาพระสงฆ์และประชาชนคนทำดี
หลายๆคนหลายๆองค์กรนั้น เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และลำบากตรากตรำแค่ไหน
เเต่ใจไม่เคยท้อถอย ชีวิตของพวกเราใช้เพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม....
การที่เราจะวิจารณ์สังคมบางส่วนบ้าง ก็ยังถือว่าพอทำเนา
ยังพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง....ลองนึกถึงตัวท่านสิ...ท่าน
ขอแสดงความรังเกียจอย่างเป็นทางการ....กับนักวิชาการไทย
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น