นั่งอยู่พักหนึ่งผมก็นึกถึงคำว่า "วัฒนธรรมริษยา"
ยุคที่ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายตั้งองค์กรอนุรักษ์วัฒนธรรม
ในยุคที่ยังไม่พัฒนามาถึงขนาดนี้ เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องรากเหง้า ไม่ใช่เรื่องที่มองว่าเป็นสิ่งที่ต้องจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อรักษา
หรือว่าส่งเสริมอะไร เพราะมันเกิดขึ้นโดยวิถีกำเนิด ปลูกฝังในจิตใจอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่า งบประมาณรัฐทุกวันนี้ ต้องเสียไป
ยุคที่ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายตั้งองค์กรอนุรักษ์วัฒนธรรม
ในยุคที่ยังไม่พัฒนามาถึงขนาดนี้ เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องรากเหง้า ไม่ใช่เรื่องที่มองว่าเป็นสิ่งที่ต้องจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อรักษา
หรือว่าส่งเสริมอะไร เพราะมันเกิดขึ้นโดยวิถีกำเนิด ปลูกฝังในจิตใจอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่า งบประมาณรัฐทุกวันนี้ ต้องเสียไป
เพราะ การจัดกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมหลากหลายอย่าง
คำถามคือ วัฒนธรรมเหล่านั้นเข้าถึงจิตใจของมนุษย์ได้จริงๆ ใช่ไหม ไม่ใช่เพียง ใช้งบประมาณรัฐมาสร้างภาพลักษณ์ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วถ่ายรูปโปรโมท แล้วก็เสร็จ ก็ลืมกันไป ได้ผลงานกันไป เราต้องคิดว่าจะทำยังไงถึงจะทำให้คนเห็นค่าวัฒนธรรม ว่าสามารถหล่อหลอมจิตใจได้จริง และทำให้วัฒนธรรมนำความสุขสามัคคี รวมถึงความอยู่ดีกินดี ให้สังคมได้รับผลกระทบที่ดีจากวัฒนธรรมนั้นได้จริง ไม่ใช่เพียงภาพลวงตา
คำถามคือ วัฒนธรรมเหล่านั้นเข้าถึงจิตใจของมนุษย์ได้จริงๆ ใช่ไหม ไม่ใช่เพียง ใช้งบประมาณรัฐมาสร้างภาพลักษณ์ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วถ่ายรูปโปรโมท แล้วก็เสร็จ ก็ลืมกันไป ได้ผลงานกันไป เราต้องคิดว่าจะทำยังไงถึงจะทำให้คนเห็นค่าวัฒนธรรม ว่าสามารถหล่อหลอมจิตใจได้จริง และทำให้วัฒนธรรมนำความสุขสามัคคี รวมถึงความอยู่ดีกินดี ให้สังคมได้รับผลกระทบที่ดีจากวัฒนธรรมนั้นได้จริง ไม่ใช่เพียงภาพลวงตา
แต่ประเด็นมันคือว่า ผมเองเคยทำงานให้องค์กรเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์วัฒธรรม สิ่งที่เห็นมากที่สุดคือ เอกสาร/ภาพถ่าย (อาจเรียกว่ามัดมือชกก็ว่าไ้ด้) และผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมนั้นๆ ยังไม่ได้ประจักษ์เท่าที่ควร
แต่ที่เห็นๆทุกวันนี้สังคมไทยน่าจะเป็น "วัฒนธรรมริษยา" ซะมากกว่าสินะ
เอกรัฐ เดิมทำรัมย์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น